B2

ระบบ er ในภาษาดัตช์อย่างครบถ้วน

Volledig Er-systeem

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนผังไวยากรณ์ภาษาดัตช์บน Settemila Lingue

สรุปสั้น ๆ

er ไม่ได้แปลว่า “ที่นั่น” เสมอไป แต่ใช้ได้ห้าหน้าที่หลัก ได้แก่ เปิดประโยคเพื่อบอกว่ามีบางสิ่ง แทนสถานที่ แทนสิ่งที่กำลังนับ ใช้คู่กับบุพบท และช่วยสร้างประโยคที่ไม่ระบุผู้ทำ ประโยคเดียวอาจมี er มากกว่าหนึ่งตัว เช่น Er staan er drie op tafel. — “มีอยู่สามชิ้นบนโต๊ะ” โดยตัวแรกเปิดประโยค ส่วนตัวหลังแทนสิ่งที่กำลังนับ วิธีอ่านให้เข้าใจคือดูว่า er แต่ละตัวเชื่อมกับส่วนไหนของประโยค ไม่ใช่หาคำแปลภาษาไทยคำเดียวมาแทนทุกครั้ง

ภาพรวม

ภาษาไทยพูดว่า “มีคนรออยู่” “อยู่ที่นั่นมาหลายปีแล้ว” “เอาสามอัน” หรือ “กำลังคุยกันเรื่องนั้น” ได้โดยใช้โครงสร้างต่างกันมาก แต่ในภาษาดัตช์ ทั้งหมดนี้อาจมีคำสั้น ๆ ว่า er ปรากฏอยู่ ผู้เรียนจึงมักรู้สึกว่าคำนี้เดี๋ยวก็แปลได้ เดี๋ยวก็เหมือนไม่มีความหมาย และบางครั้งยังปรากฏซ้ำในประโยคเดียวด้วย

เมื่อเรียนถึงระดับ B2 เป้าหมายไม่ใช่เพียงจำรูป er is หรือ ik heb er twee แต่เป็นการมองเห็นระบบเดียวกันที่เชื่อมหลายโครงสร้างเข้าด้วยกัน เรื่องนี้ต่อยอดจาก er ที่ใช้กับจำนวนในระดับ A2 โดยเพิ่มทั้งการเรียงคำ การแยกบุพบทออกจาก er และการใช้หลายหน้าที่พร้อมกัน คุณจะพบระบบนี้บ่อยมากในบทสนทนา ข่าว ประกาศ และข้อความทั่วไป

จุดที่ควรระวังสำหรับผู้ใช้ภาษาไทยคือ เรามักละสิ่งที่ผู้ฟังรู้แล้วได้ เช่น “ซื้อแล้วสองเล่ม” โดยไม่ต้องมีคำแทน “หนังสือ” แต่ภาษาดัตช์มักต้องมี er ในบริบทแบบนี้ ในทางกลับกัน บางครั้ง er ก็ไม่ได้แทนสิ่งใดเลย เพียงช่วยจัดประโยคให้เริ่มจากเหตุการณ์หรือข้อมูลใหม่ จึงไม่ควรเติมคำว่า “ที่นั่น” ลงในคำแปลโดยอัตโนมัติ

หลักการทำงาน

แยกห้าหน้าที่ก่อนดูตำแหน่ง

ในคำอธิบายต่อไปนี้ ประธาน หมายถึงส่วนที่ประโยคกล่าวถึงและที่กริยาเปลี่ยนรูปให้สอดคล้อง ส่วน บุพบท คือคำที่บอกความสัมพันธ์ เช่น in “ใน” op “บน” และ over “เกี่ยวกับ” er มีหน้าที่หลักดังนี้

หน้าที่ ตัวอย่างภาษาดัตช์ ความหมายภาษาไทย
เปิดประโยคเพื่อเสนอข้อมูลใหม่ Er staat iemand voor de deur. มีใครบางคนยืนอยู่หน้าประตู
แทนสถานที่ที่รู้กันแล้ว Ik woon er al jaren. ฉันอยู่ที่นั่นมาหลายปีแล้ว
แทนสิ่งที่กำลังนับ Ik heb er drie. ฉันมีอยู่สามชิ้น
ใช้คู่กับบุพบท Ik denk eraan. ฉันกำลังนึกถึงเรื่องนั้น
ใช้ในประโยคไม่ระบุผู้ทำ Er wordt gewerkt. มีการทำงานกันอยู่

ชื่อหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยแยกโครงสร้าง ไม่ใช่คำแปลตายตัว โดยเฉพาะการเปิดประโยคกับการไม่ระบุผู้ทำมีลักษณะใกล้กัน คือ er ช่วยจัดประโยคโดยไม่ได้ชี้ไปยังสถานที่หรือสิ่งของอย่างชัดเจน

1. er ที่เปิดประโยค: บอกว่ามีหรือเกิดอะไรขึ้น

ใช้ er เมื่อแนะนำคน สิ่งของ หรือเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้เป็นหัวข้อของการสนทนา รูปที่คุ้นที่สุดคือ Er is ... และ Er zijn ... แต่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กริยา zijn “เป็น/อยู่/มี” กริยาที่บอกการยืน นั่ง วางอยู่ หรือมาถึงก็ใช้ได้

  • Er is een probleem. — มีปัญหาอย่างหนึ่ง
  • Er staan fietsen voor het station. — มีจักรยานจอดอยู่หน้าสถานี
  • Er komt straks een monteur. — อีกสักครู่จะมีช่างมา

een probleem “ปัญหาหนึ่งอย่าง” fietsen “จักรยานหลายคัน” และ een monteur “ช่างคนหนึ่ง” เป็นประธานที่แท้จริงในตัวอย่างเหล่านี้ er ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ตัดสินว่ากริยาต้องเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ กล่าวคือ จะใช้รูปสำหรับสิ่งเดียวหรือหลายสิ่งให้ดูที่ประธาน

  • Er staat één fiets. — มีจักรยานอยู่หนึ่งคัน
  • Er staan twee fietsen. — มีจักรยานอยู่สองคัน

โครงสร้างนี้มักใช้กับประธานที่ยังไม่เฉพาะเจาะจง เช่น คนหนึ่งคน สิ่งของจำนวนหนึ่ง หรือไม่มีใครเลย ลองเปรียบเทียบ Er staat een fiets buiten. “มีจักรยานคันหนึ่งอยู่ข้างนอก” กับ De fiets staat buiten. “จักรยานคันนั้นอยู่ข้างนอก” ประโยคแรกเสนอว่ามีสิ่งหนึ่งอยู่ ส่วนประโยคหลังบอกตำแหน่งของสิ่งที่รู้กันแล้ว

อย่าจำว่า er ต้องตามด้วย “มี” เท่านั้น Er gebeurde iets vreemds. แปลว่า “เกิดเรื่องแปลกขึ้น” โดย er ทำหน้าที่เปิดประโยค ไม่ได้เพิ่มสถานที่ใดเข้าไป

2. er ที่แทนสถานที่: รู้แล้วว่าที่ไหน

เมื่อพูดถึงสถานที่ไปแล้ว สามารถใช้ er แทนชื่อสถานที่นั้นโดยไม่เน้นเป็นพิเศษ

  • Ken je Leiden? Ik heb er gestudeerd. — รู้จักไลเดินไหม ฉันเคยเรียนที่นั่น
  • Het hotel is vlak bij het strand. We blijven er drie nachten. — โรงแรมอยู่ใกล้ชายหาด เราจะพักที่นั่นสามคืน

er แบบนี้ใกล้กับภาษาไทยว่า “ที่นั่น” แต่เป็นรูปที่ไม่เน้น ถ้าต้องการชี้หรือเปรียบต่าง ใช้ hier “ที่นี่” หรือ daar “ที่นั่น” จะชัดกว่า

  • Ik wil er wonen. — ฉันอยากอยู่ที่นั่น
  • Ik wil dáár wonen, niet hier. — ฉันอยากอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ที่นี่

เครื่องหมายเน้นใน dáár ใช้แสดงการลงน้ำหนักในคำอธิบาย ไม่จำเป็นต้องเขียนเช่นนี้ทุกครั้ง ในประโยคบอกเล่าทั่วไป er ที่แทนสถานที่มักอยู่หลังคำกริยาที่เปลี่ยนรูปตามประธาน หรืออยู่ในช่วงกลางประโยค อย่านำขึ้นต้นเพื่อชี้สถานที่อย่างหนักแน่นเหมือนคำว่า “ตรงนั้น” ในภาษาไทย

3. er ที่ใช้กับจำนวน: มีอยู่กี่อัน

เมื่อรู้แล้วว่ากำลังนับอะไร er ช่วยแทนสิ่งที่ละไว้ โดยมีคำบอกจำนวนหรือปริมาณตามมา การใช้แบบนี้เรียกว่า การแทนส่วนหนึ่งของกลุ่ม คือไม่ได้กล่าวถึงทั้งกลุ่ม แต่บอกว่ามีกี่ชิ้น กี่คน หรือเท่าไรจากสิ่งที่พูดถึง

  • Hoeveel stoelen hebben we nodig? We hebben er zes nodig. — เราต้องใช้เก้าอี้กี่ตัว เราต้องใช้หกตัว
  • Heb je nog kaartjes? Ik heb er nog een paar. — ยังมีตั๋วอยู่ไหม ฉันยังมีอีกสองสามใบ
  • Ik heb er geen meer. — ฉันไม่มีเหลือแล้วสักอัน

จำนวนอาจเป็น twee “สอง” veel “มาก” een paar “สองสาม” หรือ geen “ไม่มีเลย” ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลขเสมอไป แต่ไม่ใช่ว่าละคำนามแล้วต้องเติม er ได้กับทุกโครงสร้าง เช่น Ik heb ze allemaal. “ฉันมีครบทั้งหมด” ใช้ ze แทนสิ่งทั้งกลุ่ม เป็นคนละรูปแบบกัน

สำหรับผู้เรียนชาวไทย ให้ระวังประโยค “ฉันมีสามอัน” ถ้าพูดถึงแอปเปิลไปแล้ว รูปที่เป็นกลางและเป็นธรรมชาติคือ Ik heb er drie. ไม่ใช่เพียง Ik heb drie. ส่วนถ้าพูดชื่อสิ่งนั้นเต็ม ๆ ก็ไม่ต้องใช้ er แบบแทนจำนวน: Ik heb drie appels. — ฉันมีแอปเปิลสามลูก

อย่างไรก็ตาม ถ้าเห็น er อยู่ร่วมกับชื่อสิ่งของ เช่น Er liggen drie appels op tafel. “มีแอปเปิลสามลูกอยู่บนโต๊ะ” ไม่ได้แปลว่าผิด เพราะ er ตัวนั้นทำหน้าที่เปิดประโยค ไม่ได้แทน appels

4. er ที่ใช้กับบุพบท: เรื่องนั้น สิ่งนั้น กับสิ่งนั้น

กริยาและสำนวนหลายชุดต้องใช้บุพบทเฉพาะ เช่น denken aan iets “นึกถึงบางสิ่ง” wachten op iets “รอบางสิ่ง” และ praten over iets “พูดถึงบางเรื่อง” ถ้าอ้างกลับไปยังสิ่งของหรือเรื่องราวที่รู้กันแล้ว มักใช้ er + บุพบท แทนการเอาคำแทนสิ่งของไปวางหลังบุพบทตามตรง

รูปที่บอกสิ่งนั้นเต็ม ๆ รูปที่ใช้ er ความหมายภาษาไทย
Ik denk aan de afspraak. Ik denk eraan. ฉันกำลังนึกถึงนัดนั้น
Ik wacht op het antwoord. Ik wacht erop. ฉันกำลังรอคำตอบนั้น
We praten over het plan. We praten erover. เรากำลังพูดถึงแผนนั้น
Ik ben blij met het resultaat. Ik ben er blij mee. ฉันพอใจกับผลนั้น
We gaan naar het museum. We gaan ernaartoe. เรากำลังไปที่นั่น

รูปบางรูปเปลี่ยนเมื่อรวมกับ er: met กลายเป็น mee และการบอกทิศทาง “ไปที่นั่น” ใช้ ernaartoe หรือ erheen ไม่ควรสร้างรูปขึ้นเองด้วยการนำ er ไปเติมหน้าบุพบททุกคำโดยตรง

ส่วน er กับบุพบทอาจอยู่ติดกันหรือแยกจากกันได้ ถ้าติดกัน เขียนเป็นคำเดียว เช่น eraan หรือ erover แต่ถ้ามีคำอื่นคั่น ให้เขียนแยกตามตำแหน่งจริง

  • Ik denk eraan. — ฉันกำลังนึกถึงเรื่องนั้น
  • Ik denk er vaak aan. — ฉันนึกถึงเรื่องนั้นบ่อย ๆ
  • We hebben er gisteren over gepraat. — เมื่อวานเราคุยกันเรื่องนั้น

ใน Ik heb er geen zin meer in. — “ฉันไม่อยากทำสิ่งนั้นแล้ว” ชุดคำหลักคือ zin hebben in iets “อยากทำหรืออยากได้บางสิ่ง” er เชื่อมกับ in แม้จะมี geen zin meer คั่นอยู่ อย่าแปล er ในประโยคนี้ว่า “ที่นั่น” และอย่าตัด in ทิ้งเพราะคิดว่า er แทนทั้งชุดแล้ว

ถ้าอ้างถึงคน โดยทั่วไปให้ใช้บุพบทกับคำแทนคน เช่น Ik wacht op hem. — “ฉันกำลังรอเขา” ส่วน Ik wacht erop. มักหมายถึงรอสิ่งของ ผลลัพธ์ หรือเหตุการณ์ ไม่ใช่รูปกลาง ๆ สำหรับ “รอเขา”

5. er ในประโยคที่ไม่ระบุผู้ทำ

ประโยคเน้นการกระทำโดยไม่ระบุผู้ทำ เช่น “มีการทำงานกันอยู่” มักใช้ er ร่วมกับรูป worden และ รูปกริยาที่ใช้สร้างประโยคถูกกระทำหรือกาลสมบูรณ์ เช่น gewerkt จาก werken “ทำงาน” แม้ภาษาไทยจะไม่แปลด้วยคำว่า “ถูก” ก็ตาม

  • Er wordt gewerkt. — มีการทำงานกันอยู่
  • Er wordt hier niet gerookt. — ที่นี่ไม่มีการสูบบุหรี่กัน
  • Er werd tot laat gedanst. — มีการเต้นรำกันจนดึก

ในตัวอย่างเหล่านี้ไม่มีประธานที่บอกว่าคนใดทำ และไม่มีสิ่งที่ถูกกระทำมาเป็นประธาน ใช้ wordt หรือ werd รูปเอกพจน์ ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์เพียงเพราะในความเป็นจริงมีหลายคนทำงานหรือเต้นรำ

แยกจากประโยคอย่าง Er worden drie huizen gebouwd. — “กำลังมีการสร้างบ้านสามหลัง” ซึ่งมี drie huizen เป็นประธานพหูพจน์ จึงใช้ worden ในที่นี้ er ทำหน้าที่เปิดประโยคเพื่อแนะนำสิ่งที่กำลังถูกสร้าง

ตำแหน่งของ er ในประโยค

ใน ประโยคหลัก คือประโยคที่ใช้เล่าเรื่องได้ด้วยตัวเอง กริยาที่เปลี่ยนรูปตามประธานมักอยู่ในตำแหน่งที่สอง โดยนับเป็นหน่วยความหมาย ไม่ได้นับทีละคำ er ที่เปิดประโยคสามารถอยู่หน้ากริยาได้ แต่ถ้ามีส่วนอื่นขึ้นต้น er จะอยู่หลังกริยาหรือในช่วงกลางประโยค

รูปประโยค ความหมายภาษาไทย สิ่งที่สังเกต
Er staat een taxi buiten. มีแท็กซี่จอดอยู่ข้างนอก เปิดด้วย er
Buiten staat er een taxi. ข้างนอกมีแท็กซี่จอดอยู่ ส่วนบอกสถานที่ขึ้นต้น
Staat er een taxi buiten? มีแท็กซี่จอดอยู่ข้างนอกไหม คำถามเริ่มด้วยกริยา
Ik weet dat er een taxi buiten staat. ฉันรู้ว่ามีแท็กซี่จอดอยู่ข้างนอก หลัง dat กริยาไปท้ายส่วนประโยค
Ik heb er gisteren twee gekocht. เมื่อวานฉันซื้อมาแล้วสองชิ้น er แบบแทนจำนวนอยู่ช่วงต้นของส่วนกลาง
Ik heb het er gisteren over gehad. เมื่อวานฉันพูดถึงเรื่องนั้นแล้ว het อยู่ก่อน er ส่วน over อยู่ด้านหลัง

อนุประโยค คือประโยคย่อยที่ฝังอยู่ในประโยคใหญ่ เช่น ส่วนที่เริ่มด้วย dat “ว่า” หรือ omdat “เพราะว่า” er ยังอยู่ได้ตามหน้าที่ของมัน แต่ตำแหน่งกริยาเปลี่ยน เช่น omdat ik er woon — “เพราะฉันอยู่ที่นั่น” และ dat ik er twee heb — “ว่าฉันมีอยู่สองชิ้น”

อย่าท่องเพียงว่า “er ต้องอยู่หลังกริยาทันที” เพราะคำแทนคนหรือสิ่งของบางคำและโครงสร้างประโยคมีผลต่อลำดับด้วย สำหรับการเริ่มใช้ ให้จำประโยคต้นแบบเป็นชุด แล้วค่อยเปลี่ยนเวลา จำนวน และสิ่งที่กล่าวถึง

ตัวอย่างในบริบท

ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงทั้งหน้าที่เดี่ยวและหลายหน้าที่ในประโยคเดียว คำแปลไทยเลือกตามสถานการณ์ จึงไม่จำเป็นต้องมีคำแทน er ครบทุกตัว

ภาษาดัตช์ ภาษาไทย จุดสังเกต
Er staat iemand bij de receptie. มีใครบางคนยืนอยู่ที่แผนกต้อนรับ แนะนำคนที่ยังไม่ระบุว่าเป็นใคร
Morgen komen er twee collega's langs. พรุ่งนี้จะมีเพื่อนร่วมงานสองคนแวะมา er ไม่ได้อยู่ต้นประโยค
Er is niemand thuis. ไม่มีใครอยู่บ้าน ใช้ได้กับความหมายปฏิเสธด้วย
Utrecht? Mijn zus woont er al tien jaar. อูเทรคต์น่ะเหรอ พี่สาวฉันอยู่ที่นั่นมาสิบปีแล้ว er แทนสถานที่
Ik ben er nog nooit geweest. ฉันยังไม่เคยไปที่นั่นเลย ต้องรู้จากบริบทว่าหมายถึงที่ไหน
Heb je koekjes? Ik neem er twee. มีคุกกี้ไหม ฉันเอาสองชิ้น er แทนสิ่งที่กำลังนับ
We hebben er niet genoeg voor iedereen. เรามีไม่พอสำหรับทุกคน ปริมาณไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลข
Ik heb er geen zin meer in. ฉันไม่อยากทำสิ่งนั้นแล้ว er เชื่อมกับ in ในสำนวน
Heb je de rekening betaald? Ik heb er niet aan gedacht. จ่ายบิลหรือยัง ฉันลืมนึกถึงเรื่องนั้นไปเลย er กับ aan แยกจากกัน
Er wordt hier hard gewerkt. ที่นี่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ทำ
Er wordt erover gepraat. กำลังมีการพูดคุยกันเรื่องนั้น er แรกช่วยสร้างประโยคไม่ระบุผู้ทำ ส่วน erover หมายถึงเรื่องนั้น
Er staan er drie op tafel. มีอยู่สามชิ้นบนโต๊ะ er แรกเปิดประโยค ตัวหลังแทนสิ่งที่กำลังนับ
Er is er maar één. มีอยู่แค่อันเดียว แยก er เปิดประโยคกับ er แทนจำนวน
Ik weet dat er nog een oplossing is. ฉันรู้ว่ายังมีทางแก้อีกทางหนึ่ง er ในประโยคย่อยที่ขึ้นต้นด้วย dat

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. ลืม er เมื่อไม่พูดชื่อสิ่งที่นับ

  • ไม่ถูกในบริบทนี้: Hoeveel appels heb je? Ik heb drie.
  • ควรใช้: Hoeveel appels heb je? Ik heb er drie.
  • ความหมาย: มีแอปเปิลกี่ลูก — ฉันมีสามลูก

ภาษาไทยมี “สามลูก” ก็จบได้ แต่ดัตช์ต้องมี er เพื่ออ้างกลับไปยังแอปเปิล ถ้าไม่ต้องการใช้ er ให้พูดชื่อเต็ม: Ik heb drie appels. — ฉันมีแอปเปิลสามลูก

2. เลือกกริยาตาม er แทนที่จะดูประธาน

  • ผิด: Er is drie mensen in de wachtkamer.
  • ถูก: Er zijn drie mensen in de wachtkamer.
  • ความหมาย: มีคนอยู่สามคนในห้องรอ

ประธานคือ drie mensen ซึ่งเป็นหลายคน จึงใช้ zijn ไม่ใช่ is หลักเดียวกันนี้ใช้กับ Er staat één stoel. “มีเก้าอี้อยู่หนึ่งตัว” และ Er staan drie stoelen. “มีเก้าอี้อยู่สามตัว”

3. ตัดบุพบททิ้งเมื่อแยกจาก er

  • ผิด: Ik heb er geen zin meer.
  • ถูก: Ik heb er geen zin meer in.
  • ความหมาย: ฉันไม่อยากทำสิ่งนั้นแล้ว

er ไม่ได้แทนบุพบท in ต้องรักษาชุด zin hebben in ไว้ เช่นเดียวกับ denken aan และ praten over วิธีตรวจง่าย ๆ คือคืนสิ่งที่อ้างถึงเป็นคำเต็มก่อน แล้วดูว่ายังต้องมีบุพบทอะไร

4. ใช้ er แทนคนโดยไม่ตั้งใจ

  • ไม่ตรงความหมายที่ต้องการ: Mijn vader komt zo. Ik wacht erop.
  • ควรใช้: Mijn vader komt zo. Ik wacht op hem.
  • ความหมาย: พ่อจะมาอีกเดี๋ยว ฉันกำลังรอพ่ออยู่

ถ้าหมายถึง “รอเขา” ใช้ op hem ส่วน erop อาจชวนให้เข้าใจว่ารอเหตุการณ์หรือบางสิ่ง ไม่ใช่ตัวบุคคล จำความต่างของสิ่งที่อ้างถึง ไม่ใช่แค่รูปคำ

5. คิดว่า er สองตัวเป็นคำซ้ำที่ต้องลบ

  • ผิด: Er wordt over gepraat.
  • ถูก: Er wordt erover gepraat.
  • ความหมาย: กำลังมีการพูดคุยกันเรื่องนั้น

er ตัวแรกช่วยเปิดประโยคที่ไม่ระบุผู้ทำ ส่วน er ใน erover อ้างถึงเรื่องที่พูด การมี er ตัวแรกอยู่แล้วไม่ได้ทำให้ over อยู่ลอย ๆ โดยไม่มีสิ่งที่เชื่อมด้วยได้

6. ใช้ er กับทุกประโยคที่ไม่มีผู้ทำชัดเจน

  • ผิด: Er regent.
  • ถูก: Het regent.
  • ความหมาย: ฝนตก

ประโยคสภาพอากาศอย่าง “ฝนตก” ใช้ het ไม่ใช่ er การที่ภาษาไทยไม่ต้องระบุประธานไม่ได้บอกว่าดัตช์ต้องเติม er เสมอไป ต้องดูว่ากริยานั้นอยู่ในโครงสร้างใด

ข้อสังเกตในการใช้จริง

er ไม่ได้เป็นภาษาพูดที่ควรหลีกเลี่ยง

ทั้งบทสนทนาและงานเขียนมาตรฐานใช้ er อย่างปกติ การใช้ er แทนสิ่งที่รู้กันแล้วช่วยไม่ให้กล่าวชื่อเดิมซ้ำ ๆ ส่วนประโยคอย่าง Er wordt aan de weg gewerkt. — “กำลังมีการทำงานซ่อมถนน” ก็พบได้ตามประกาศทั่วไป ไม่ใช่รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ

ในการออกเสียง er มักไม่ลงน้ำหนักและสั้นกว่าที่คาดจากตัวสะกด ในบทสนทนาที่ถอดเสียงอาจพบรูป 'r แต่เวลาเขียนข้อความทั่วไปให้ใช้ er ตามปกติ การฟังไม่ทันคำนี้ไม่ได้แปลว่าผู้พูดละทิ้งมันเสมอไป

การเน้นความหมายมักทำให้ต้องเลือกคำอื่น

ถ้าต้องการเน้นสถานที่ ใช้ hier หรือ daar ถ้าต้องการเน้น “เกี่ยวกับสิ่งนั้น” ใช้รูปอย่าง daarover และถ้าต้องการถาม “เกี่ยวกับอะไร” ใช้ waarover

  • We praten erover. — เรากำลังคุยกันเรื่องนั้น
  • Daarover wil ik niet praten. — เรื่องนั้นน่ะฉันไม่อยากพูดถึง
  • Waarover praten jullie? — พวกคุณกำลังคุยกันเรื่องอะไร

คำเหล่านี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้ใช้แทนกันโดยไม่มีผลต่อการเน้นและลำดับคำ โดยเฉพาะ daar สามารถชี้ความต่างได้ชัดกว่า er

ไม่ใช่ทุกประโยคเสนอข้อมูลใหม่จะต้องมี er

เมื่อส่วนอื่นขึ้นต้นประโยคแล้ว er ที่ใช้เปิดประโยคอาจไม่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อส่วนต้นระบุสถานที่หรือกรอบเหตุการณ์ชัดเจน

  • In de tuin staan drie stoelen. — ในสวนมีเก้าอี้อยู่สามตัว
  • In de tuin staan er drie stoelen. — ในสวนมีเก้าอี้อยู่สามตัว

ทั้งสองรูปใช้ได้ การเลือกขึ้นอยู่กับบริบทและจังหวะของข้อความ แต่ อย่านำความยืดหยุ่นนี้ไปใช้ลบ er ที่แทนจำนวนหรือส่วน er ของชุดบุพบทโดยอัตโนมัติ หน้าที่เหล่านั้นต้องตรวจแยกต่างหาก

การใช้ขั้นสูง: เมื่อหลายหน้าที่มาพบกัน

อ่าน er สองตัวโดยแยกงานของแต่ละตัว

เริ่มจากประโยค Er staan er drie op tafel. — “มีอยู่สามชิ้นบนโต๊ะ” สมมติว่าก่อนหน้านี้กำลังพูดถึงแก้ว ลองคืนชื่อสิ่งที่นับลงไปจะได้ Er staan drie glazen op tafel. — “มีแก้วสามใบอยู่บนโต๊ะ” er แรกยังอยู่เพราะช่วยเสนอข้อมูล ส่วน er หลังไม่ต้องมีแล้วเพราะพูด glazen เต็ม ๆ

ประโยค Er is er maar één. — “มีอยู่แค่อันเดียว” ใช้หลักเดียวกัน ตัวแรกทำหน้าที่เปิดประโยค ตัวหลังเชื่อมกับจำนวน één ที่เขียนเครื่องหมายเน้นเพื่อสื่อว่า “หนึ่ง” ไม่ใช่คำประกอบชื่อสิ่งของอย่าง een ใน een stoel “เก้าอี้หนึ่งตัว”

ส่วน Er wordt erover gepraat. — “กำลังมีการพูดคุยกันเรื่องนั้น” มีงานสองอย่างต่างกัน ได้แก่ สร้างประโยคที่ไม่ระบุผู้ทำ และบอกว่าพูด “เกี่ยวกับเรื่องอะไร” ลองคืนคำเต็มเป็น Er wordt over het voorstel gepraat. — “กำลังมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับข้อเสนอนั้น” จะเห็นว่าบุพบท over ยังจำเป็นเสมอ

บางตำแหน่งใช้ er เพียงตัวเดียวรองรับหลายหน้าที่ได้

ไม่ควรตั้งกฎว่า “หนึ่งหน้าที่ต้องมี er หนึ่งตัว” เพราะหน้าที่บางอย่างอาจซ้อนกันใน er ตัวเดียว โดยเฉพาะเมื่อ er อยู่ช่วงกลางประโยค ลองเทียบคู่ต่อไปนี้ โดยสมมติว่ากำลังพูดถึงแก้วบนโต๊ะ

  • Er staan er nog drie op tafel. — ยังมีอยู่สามใบบนโต๊ะ
  • Op tafel staan er nog drie. — บนโต๊ะยังมีอยู่สามใบ

ในประโยคที่สองไม่จำเป็นต้องเพิ่มเป็น Op tafel staan er er nog drie. er ตัวเดียวเพียงพอในโครงสร้างนี้ อย่านำจำนวน er ในประโยคแรกไปบังคับใช้กับทุกลำดับคำ

เช่นเดียวกัน ในบริบทที่รู้ว่าพูดถึงสถานที่ใดและนับสิ่งใด ประโยค Ik heb er twee gekocht. — “ฉันซื้อที่นั่นมาสองชิ้น” อาจสื่อทั้งสถานที่และจำนวนโดยมี er ตัวเดียวได้ แต่ถ้าสถานที่สำคัญหรืออาจสับสน ควรทำให้ชัดขึ้น เช่น Ik heb daar twee boeken gekocht. — “ฉันซื้อหนังสือสองเล่มที่นั่น” ไม่ต้องพยายามบรรจุข้อมูลทั้งหมดไว้ใน er

หลักที่ใช้ได้จริงคือ อย่าเติม er ซ้ำแบบคำนวณทีละหน้าที่ และอย่าลบ er ซ้ำเพียงเพราะเห็นคำเดียวกัน ให้คืนคำเต็มเพื่อตรวจความหมาย แล้วเลือกโครงสร้างที่เป็นธรรมชาติ

er อาจชี้ไปยังเหตุการณ์ที่เล่าต่อมา

er ในชุดบุพบทไม่ได้อ้างถึงสิ่งที่พูดไปแล้วเท่านั้น บางครั้งมันเชื่อมกับประโยคย่อยที่ตามมา

  • Ik reken erop dat je op tijd komt. — ฉันคาดหวังว่าคุณจะมาตรงเวลา
  • Ik ben er blij mee dat je kunt komen. — ฉันดีใจที่คุณมาได้

ในตัวอย่างแรก ชุดหลักคือ rekenen op “คาดหวังหรือวางใจใน” ส่วนข้อความหลัง dat บอกเนื้อหาของความคาดหวัง ในตัวอย่างที่สอง er กับ mee เป็นส่วนของ blij zijn met “ดีใจกับ/พอใจกับ” ไม่ใช่การบอกสถานที่

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการมองหาเพียงคำนามก่อนหน้าอาจไม่พอ บางครั้งต้องอ่านต่อจนจบก่อนจึงจะรู้ว่า er หมายถึงเรื่องอะไร

สำนวนที่ควรจำเป็นชุด

บางชุดคำมีความหมายรวมที่ไม่ควรเดาจากคำว่า er เพียงคำเดียว เช่น Het gaat erom dat ... — “ประเด็นสำคัญคือ...” และ Er is niets aan de hand. — “ไม่มีอะไรผิดปกติ” รูปหลังยังมี er ที่เปิดประโยค แต่ความหมายหลักของส่วนที่เหลือเป็นสำนวน

อย่าใช้สำนวนเป็นข้ออ้างว่าทุกอย่างต้องท่องจำทั้งหมด การรู้ห้าหน้าที่ช่วยแยกโครงสร้างทั่วไปได้มาก ส่วนสำนวนให้จดทั้งประโยคสั้น ๆ พร้อมสถานการณ์ที่ใช้ จะเห็นได้ว่าอะไรเป็นระบบและอะไรเป็นความหมายเฉพาะของชุดคำ

วิธีฝึกให้ใช้ได้คล่อง

  1. ฝึกคืนคำเต็มก่อนย่อ เขียนประโยค Ik praat over het probleem. — “ฉันพูดถึงปัญหานั้น” แล้วเปลี่ยนเป็น Ik praat erover. — “ฉันพูดถึงเรื่องนั้น” จากนั้นแทรกคำบอกเวลาเป็น Ik praat er morgen over. — “พรุ่งนี้ฉันจะพูดถึงเรื่องนั้น” วิธีนี้ฝึกทั้งการเลือกบุพบทและการแยกคำ โดยไม่ต้องเดาจากคำแปลไทยอย่างเดียว

  2. ใช้สถานการณ์เดียวสร้างหลายรูป เลือกของใกล้ตัว เช่น แก้ว เริ่มจาก Er staan drie glazen op tafel. — “มีแก้วสามใบอยู่บนโต๊ะ” เปลี่ยนเป็น Er staan er drie op tafel. — “มีอยู่สามใบบนโต๊ะ” แล้วเป็น Op tafel staan er drie. — “บนโต๊ะมีอยู่สามใบ” ขีดเส้นใต้ er และเขียนเป็นภาษาไทยข้าง ๆ ว่าทำหน้าที่อะไร อย่านับจำนวนคำอย่างเดียว

  3. ฟังแล้วจัดหมวดแทนการแปลทันที เมื่อเจอ er ในบทสนทนา ให้ถามว่า “เปิดประโยคหรือไม่” “แทนที่ไหนหรือสิ่งที่นับไหม” “มีบุพบทอยู่ท้ายส่วนประโยคหรือเปล่า” และ “ละผู้ทำไว้หรือไม่” ถ้ายังตัดสินไม่ได้ ให้อ่านหรือฟังต่ออีกหนึ่งประโยค เพราะสิ่งที่ er อ้างถึงมักชัดขึ้นจากบริบท

ก่อนจบบท ลองแยก Er wordt erover gepraat. ด้วยตัวเอง ถ้าบอกได้ว่า er แรกไม่มีคำแปลเป็นสิ่งใดโดยตรง และส่วน erover หมายถึง “เกี่ยวกับเรื่องนั้น” ก็เริ่มมองเห็นระบบแล้ว จากนั้นค่อยฝึกสลับลำดับคำและเพิ่มรายละเอียด โดยไม่ละบุพบทหรือ er ที่ยังจำเป็น

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

  • พื้นฐานที่ควรทบทวน: การใช้ er แทนสิ่งที่นับจำนวน — ฝึกแยกระหว่างการบอกชื่อสิ่งของเต็ม ๆ กับการพูดว่า “มีอยู่สองชิ้น” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของประโยคที่มี er หลายหน้าที่

ความรู้พื้นฐาน

การใช้ er แทนสิ่งที่นับในภาษาดัตช์A2

แนวคิดระดับ B2 อื่นๆ