บุรุษสรรพนามในภาษาโยรูบา
Arọ́pò Orúkọ
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนผังไวยากรณ์ภาษาโยรูบาบน Settemila Lingue
สรุปสั้น ๆ
ภาษาโยรูบาใช้ mo, o, ó, a, ẹ, wọ́n เป็นสรรพนามประธานรูปสั้น เพื่อบอกว่าใครทำสิ่งที่กล่าวถึง โดยวางไว้หน้าคำกริยาหรือคำบอกลักษณะของเหตุการณ์ รูป ó ไม่แยกชายหญิง ส่วน ẹ ใช้ได้ทั้งกับผู้ฟังหลายคนและกับคนเดียวที่ต้องการให้เกียรติ อย่าสับสน o ที่หมายถึง “คุณ” กับ ó ที่หมายถึง “เขา” เพราะเสียงวรรณยุกต์ทำให้ความหมายเปลี่ยนได้
ภาพรวม
บุรุษสรรพนามคือคำที่ใช้แทนชื่อคนหรือสิ่งที่พูดถึง เช่น “ฉัน” “คุณ” “เขา” และ “พวกเรา” ส่วน ประธาน คือผู้หรือสิ่งที่ประโยคกำลังบอกว่าทำอะไรหรือเป็นอย่างไร ในประโยค Mo jẹun. “ฉันกินข้าวแล้ว” คำว่า mo ทำหน้าที่ประธาน การจำสรรพนามจึงช่วยให้เริ่มพูดได้หลายประโยคโดยไม่ต้องทวนชื่อคนทุกครั้ง เป็นพื้นฐานที่ควรเรียนตั้งแต่ระดับ A1
สำหรับผู้ใช้ภาษาไทย บางเรื่องจะคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น คำกริยาไม่ได้เปลี่ยนรูปตามว่าใครเป็นประธาน และการเลือกคำเรียกผู้ฟังเกี่ยวข้องกับความสุภาพ แต่บางเรื่องต่างกันชัดเจน ภาษาไทยพูดว่า “กินข้าวแล้ว” โดยละคำว่า “ฉัน” ได้ง่ายมาก ขณะที่ประโยคบอกเล่าธรรมดาในภาษาโยรูบามักต้องมีประธานปรากฏอยู่ อย่านำวิธีละประธานแบบภาษาไทยไปใช้กับทุกประโยค
อีกจุดที่ควรแยกตั้งแต่ต้นคือ รูปสั้นที่ใช้ในประโยคทั่วไป กับ รูปอิสระที่ใช้เน้นหรือกล่าวแยกออกมา เช่น mo กับ èmi ไม่ใช่คำสองคำที่สลับกันใช้ได้ทุกตำแหน่ง บทนี้เริ่มจากรูปสั้นหกคำก่อน แล้วค่อยอธิบายเรื่องรูปอิสระ การปฏิเสธ และการเล่าคำพูดของผู้อื่นในส่วนท้าย
หลักการใช้และรูปคำ
๑. จำรูปประธานพื้นฐานเป็นชุด
เอกพจน์ หมายถึงคนหรือสิ่งเดียว ส่วน พหูพจน์ หมายถึงหลายคนหรือหลายสิ่ง คำว่า “บุรุษที่หนึ่ง สอง สาม” แบ่งตามบทบาทในการสนทนา ได้แก่ ผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่ถูกพูดถึง ไม่ได้หมายถึงเพศชาย
| บทบาท | รูปประธานสั้น | ความหมายและการใช้ |
|---|---|---|
| ผู้พูดคนเดียว | mo | ฉัน ผม ดิฉัน |
| ผู้ฟังคนเดียวในความสัมพันธ์ที่ใช้รูปคุ้นเคยได้ | o | คุณ เธอ |
| คนหรือสิ่งเดียวที่กล่าวถึง | ó | เขา หรือมัน ตามบริบท ไม่แยกเพศ |
| ผู้พูดรวมกับผู้อื่น | a | เรา พวกเรา |
| ผู้ฟังหลายคน หรือผู้ฟังคนเดียวที่ให้เกียรติ | ẹ | พวกคุณ หรือคุณในเชิงให้เกียรติ |
| คนหรือสิ่งหลายรายที่กล่าวถึง | wọ́n | พวกเขา หรือสิ่งเหล่านั้นตามบริบท |
คำแปลไทยในตารางเป็นเพียงแนวทาง ไม่ใช่คำแปลตายตัว ตัวอย่างเช่น mo ไม่ได้ระบุว่าผู้พูดเป็นชายหรือหญิง ผู้ชายอาจแปลคำนี้ว่า “ผม” และผู้หญิงอาจแปลว่า “ดิฉัน” แต่รูปภาษาโยรูบายังคงเหมือนเดิม
a ใช้เมื่อกลุ่มนั้นรวมผู้พูดอยู่ด้วย ส่วน wọ́n ใช้เมื่อพูดถึงกลุ่มอื่น หากต้องการบอกให้ชัดว่าพวกเรารวมผู้ฟังด้วยหรือไม่ ต้องอาศัยบริบทหรืออธิบายเพิ่ม รูป a เองไม่ได้แบ่งสองความหมายนี้เป็นคนละคำ
๒. วางสรรพนามหน้ากริยาหรือคำบอกเหตุการณ์
คำกริยา คือคำที่บอกการกระทำหรือสภาพ เช่น ไป มา กิน และรู้ ในประโยคพื้นฐาน สรรพนามประธานมาก่อนคำกริยา ถ้ามีคำช่วยบอกว่าเหตุการณ์กำลังดำเนินอยู่หรือเกิดขึ้นแล้ว คำช่วยนั้นจะอยู่ระหว่างประธานกับกริยา
- Mo jẹun. — ฉันกินข้าวแล้ว
- O ń lọ. — คุณกำลังไป
- Ó ti dé. — เขามาถึงแล้ว
ในตัวอย่างที่สอง ń บอกการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่ ส่วน ti ในตัวอย่างที่สามบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ลำดับที่ควรจำจึงเป็น ประธาน + คำช่วยถ้ามี + กริยา ไม่ใช่ย้ายสรรพนามไปไว้หลัง ń หรือ ti
การเปลี่ยนคนทำไม่ทำให้ต้องเปลี่ยนรูปกริยา ลองดู Mo ń lọ. “ฉันกำลังไป” Ó ń lọ. “เขากำลังไป” และ Wọ́n ń lọ. “พวกเขากำลังไป” ส่วนที่เปลี่ยนคือสรรพนาม ไม่ใช่ lọ
คำกริยาที่ไม่มีคำช่วยไม่ได้หมายถึงอดีตเสมอไป คำแปล “ฉันกินข้าวแล้ว” ของ Mo jẹun. เหมาะกับบริบทที่เล่าว่ากินไปแล้ว แต่เวลาและลักษณะเหตุการณ์ต้องดูทั้งคำกริยา คำช่วย และข้อความแวดล้อมด้วย ไม่ควรจำว่าพอเห็น mo ตามด้วยกริยาแล้วต้องแปลด้วย “แล้ว” ทุกครั้ง
๓. เสียงวรรณยุกต์เป็นส่วนหนึ่งของคำ
ภาษาโยรูบามีเสียงวรรณยุกต์สูง กลาง และต่ำ โดยทั่วไปใช้เครื่องหมาย ´ แทนเสียงสูง ` แทนเสียงต่ำ และไม่ใส่เครื่องหมายสำหรับเสียงกลาง ตัวอย่างสำคัญที่สุดในบทนี้คือ o กับ ó
- O ti dé. — คุณมาถึงแล้ว
- Ó ti dé. — เขามาถึงแล้ว
สองประโยคนี้ต่างกันที่ประธาน แม้ผู้ใช้ภาษาไทยจะคุ้นกับภาษาวรรณยุกต์อยู่แล้ว ก็ไม่ควรเทียบเครื่องหมายของภาษาโยรูบากับไม้เอกหรือไม้โทตรง ๆ ให้ฟังเสียงของคำจริงและจำระดับเสียงคู่กับความหมาย
ใน wọ́n เครื่องหมายใต้ตัว ọ เป็นส่วนหนึ่งของตัวอักษรที่บอกเสียงสระ ส่วนเครื่องหมายด้านบนบอกเสียงวรรณยุกต์ ทั้งสองอย่างทำหน้าที่ต่างกัน เช่นเดียวกับ ẹ ที่เป็นตัวสระของภาษาโยรูบา ไม่ใช่เพียงตัว e ที่ตกแต่งเพิ่ม การคัดคำพร้อมเครื่องหมายให้ครบช่วยป้องกันความสับสนในภายหลัง
๔. ไม่ต้องเลือกสรรพนามตามเพศ
Ó ti dé. อาจหมายถึง “เขาผู้ชายมาถึงแล้ว” หรือ “เธอมาถึงแล้ว” ก็ได้ หากกำลังพูดถึงผู้หญิง รูป ó ก็ยังใช้เหมือนเดิม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคำตามคำแปลไทย
เมื่อกล่าวถึงสัตว์หรือสิ่งของ ó ก็ใช้ได้หากบริบทชัดเจน เช่น พูดถึงรถที่กำลังรอแล้วบอกว่า Ó ti dé. ก็อาจหมายถึง “มันมาถึงแล้ว” อย่างไรก็ตาม คำแปลไทยไม่จำเป็นต้องใช้ “มัน” เสมอไป อาจแปลว่า “รถมาถึงแล้ว” เพื่อให้อ่านเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือหน้าที่ของสรรพนาม ไม่ใช่บังคับให้คำหนึ่งตรงกับคำไทยคำเดียว
๕. รูปเรียกผู้ฟังต้องดูความสัมพันธ์ด้วย
o เป็นรูปผู้ฟังคนเดียวที่ใช้ได้ในความสัมพันธ์คุ้นเคยตามธรรมเนียมของผู้พูด ส่วน ẹ ใช้กับผู้ฟังหลายคน และใช้กับคนเดียวเพื่อแสดงความเคารพได้ โดยเฉพาะผู้ใหญ่หรือบุคคลที่ควรให้เกียรติ
- O ń lọ. — เธอกำลังไป ใช้พูดกับคนที่ใช้รูปคุ้นเคยได้
- Ẹ ń lọ. — คุณกำลังไป ใช้พูดกับผู้ใหญ่คนเดียว หรือหมายถึงพวกคุณกำลังไป
ตัวพิมพ์ใหญ่ Ẹ ที่ต้นประโยคเป็นเพียงการขึ้นต้นประโยค ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คำนี้สุภาพ ความสุภาพอยู่ที่การเลือกรูป ẹ และบริบทการใช้ อย่าคิดว่า o เท่ากับ “เธอ” ทุกกรณี หรือ ẹ เท่ากับคำไทย “ท่าน” ทุกกรณี เพราะระบบความสัมพันธ์ของสองภาษาไม่ได้ตรงกันทั้งหมด
ตัวอย่างในสถานการณ์จริง
ตารางนี้ใช้ประโยคสั้นเพื่อให้เห็นชัดว่าเปลี่ยนสรรพนามแล้วหมายถึงใคร คำแปลไทยเลือกให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องรักษาคำสรรพนามไทยคำเดียวตลอดทั้งตาราง
| ภาษาโยรูบา | ความหมายภาษาไทย | จุดที่ควรสังเกต |
|---|---|---|
| Mo jẹun. | ฉันกินข้าวแล้ว | ผู้พูดเล่าสิ่งที่ตนทำ |
| O ń lọ. | เธอกำลังไป | พูดกับผู้ฟังคนเดียวแบบคุ้นเคย |
| Ó ti dé. | เขามาถึงแล้ว | ไม่ระบุว่าเป็นชายหรือหญิง |
| Wọ́n ń ṣiṣẹ́. | พวกเขากำลังทำงาน | กล่าวถึงคนหลายคน |
| A ń jẹun. | พวกเรากำลังกินข้าว | รวมผู้พูดอยู่ในกลุ่ม |
| Ẹ ń jẹun. | พวกคุณกำลังกินข้าว | ในสถานการณ์นี้พูดกับหลายคน |
| Mo ń ka ìwé. | ฉันกำลังอ่านหนังสือ | ประธานอยู่ก่อนคำช่วยและกริยา |
| O ti jẹun. | เธอกินข้าวแล้ว | รูป o หมายถึงผู้ฟัง |
| Ó ń ka ìwé. | เธอกำลังอ่านหนังสือ | กำลังกล่าวถึงผู้หญิง จึงแปลไทยว่าเธอ |
| A ti dé. | พวกเรามาถึงแล้ว | เปลี่ยนประธาน แต่ dé ไม่เปลี่ยนรูป |
| Ẹ ti dé. | คุณมาถึงแล้ว | พูดให้เกียรติผู้ใหญ่คนเดียว |
| Wọ́n ti dé. | พวกเขามาถึงแล้ว | ความหมายพหูพจน์ตามบริบททั่วไป |
ลองสังเกตคำว่า “เธอ” ในภาษาไทย ประโยค O ti jẹun. ใช้พูดกับเจ้าตัว แต่ Ó ń ka ìwé. ในตารางใช้พูดถึงบุคคลอีกคนหนึ่ง ภาษาไทยอาจใช้คำว่า “เธอ” ได้ทั้งสองกรณี จึงควรถามก่อนเสมอว่า “กำลังพูดกับคนนี้ หรือพูดถึงคนนี้” แทนที่จะเลือกคำภาษาโยรูบาจากคำแปลไทยเพียงอย่างเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
๑. สลับ o กับ ó
- ไม่ตรงความหมายที่ต้องการ: O ti dé. เมื่อจะบอกว่า “เขามาถึงแล้ว”
- ควรใช้: Ó ti dé. — เขามาถึงแล้ว
- เหตุผล: o หมายถึงผู้ฟัง ส่วน ó หมายถึงคนหรือสิ่งที่กล่าวถึง ประโยคแรกไม่ได้ผิดไวยากรณ์ แต่บอกว่า “คุณมาถึงแล้ว” จึงเป็นคนละความหมาย
การขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ไม่เปลี่ยนความต่างนี้ O ยังคงต่างจาก Ó ต้องดูเครื่องหมายวรรณยุกต์ ไม่ใช่ดูเพียงรูปร่างตัวอักษร
๒. ใช้ mi แทน mo ในประโยคบอกเล่าทั่วไป
- ผิดในประโยคนี้: Mi ń lọ.
- ถูก: Mo ń lọ. — ฉันกำลังไป
- เหตุผล: รูปสั้นพื้นฐานของ “ฉัน” ในประโยคบอกเล่าแบบนี้คือ mo แม้จะพบ mi ในตำแหน่งอื่น แต่ไม่ได้แปลว่าใช้แทน mo ได้ทุกที่
ควรจำเป็นกลุ่มคำว่า mo ń สำหรับ “ฉันกำลัง…” แล้วเรียนรูป mi ò ในประโยคปฏิเสธแยกต่างหาก จะจำได้แม่นกว่าท่องว่า “ฉันคือ mo หรือ mi ก็ได้”
๓. ละประธานตามความเคยชินจากภาษาไทย
- ไม่เหมาะเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาที่ตั้งใจบอกว่า ‘ฉันกำลังไป’: Ń lọ.
- ควรใช้: Mo ń lọ. — ฉันกำลังไป
- เหตุผล: ภาษาไทยมักให้คู่สนทนาเดาประธานจากบริบท แต่ในประโยคโยรูบารูปนี้ควรบอกประธานให้ครบ
ข้อแนะนำนี้ใช้กับประโยคบอกเล่าที่กำลังฝึก ไม่ได้หมายความว่าทุกถ้อยคำภาษาโยรูบาต้องมีสรรพนาม ประโยคคำสั่งและคำตอบสั้นมีรูปแบบของตัวเอง
๔. คิดว่า ẹ ใช้ได้เฉพาะกับหลายคน
- ไม่เหมาะกับความสัมพันธ์ในสถานการณ์นี้: พูดกับผู้ใหญ่ที่ควรให้เกียรติด้วย O ti dé.
- เหมาะกว่า: Ẹ ti dé. — คุณมาถึงแล้ว
- เหตุผล: การเลือกรูปผู้ฟังเกี่ยวข้องกับความเคารพด้วย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนเท่านั้น
ในทางกลับกัน อย่าแปล Ẹ ti dé. ว่า “พวกคุณมาถึงแล้ว” โดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าคู่สนทนาเป็นคนเดียวหรือหลายคน
๕. ใช้รูปเน้นต่อหน้ากริยาเหมือนรูปสั้น
- ผิดหากตั้งใจสร้างประโยคพื้นฐานว่า ‘ฉันกำลังไป’: Èmi ń lọ.
- รูปพื้นฐาน: Mo ń lọ. — ฉันกำลังไป
- รูปเน้นที่ฝึกเป็นแบบแผนได้: Èmi ni mo ń lọ. — ฉันนี่แหละที่กำลังไป
- เหตุผล: èmi เป็นรูปอิสระ ไม่ใช่เพียง mo ที่ออกเสียงยาวขึ้น เมื่อจะเน้นตัวผู้ทำ ต้องเรียนโครงสร้างที่รองรับรูปนี้ด้วย
ข้อควรรู้ในการใช้งาน
ความสุภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำลงท้ายเพียงอย่างเดียว
ภาษาไทยใช้ “ครับ” หรือ “ค่ะ” ช่วยทำให้ถ้อยคำสุภาพได้ แต่ไม่ควรคิดว่าภาษาโยรูบาเพียงเพิ่มคำลงท้ายแล้วคงใช้ o กับทุกคนได้ การเลือกระหว่าง o กับ ẹ เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความสัมพันธ์ตั้งแต่ในตัวประโยค
เมื่อเริ่มใช้ภาษาจริงกับผู้ใหญ่หรือบุคคลที่ยังไม่สนิท ควรสังเกตว่าคนในชุมชนนั้นเรียกกันอย่างไร อายุ ความสัมพันธ์ และธรรมเนียมของครอบครัวมีผลต่อการเลือกคำ การอธิบาย o ว่า “ไม่สุภาพ” ในทุกกรณีก็แรงเกินไป เพราะรูปนี้เป็นธรรมชาติเมื่อใช้กับคนที่เหมาะสม
นอกจาก ẹ ที่ใช้เรียกผู้ฟังอย่างให้เกียรติแล้ว wọ́n ยังใช้กล่าวถึงบุคคลคนเดียวอย่างยกย่องได้ในบริบทที่เหมาะสม ดังนั้น Wọ́n ti dé. อาจหมายถึง “ท่านมาถึงแล้ว” เมื่อผู้พูดและผู้ฟังรู้ว่ากำลังกล่าวถึงผู้ใหญ่คนใด สำหรับผู้เริ่มต้น ให้จำความหมาย “พวกเขา” ก่อน แล้วค่อยฝึกอ่านความหมายเชิงให้เกียรติจากบริบท
อย่าให้เพศในคำแปลไทยบังคับรูปภาษาโยรูบา
หากในเรื่องมีทั้งชายและหญิง ประโยคที่ใช้ ó อาจกำกวมได้ วิธีแก้คือใช้ชื่อหรือคำนามซ้ำเมื่อจำเป็น คำนาม คือคำเรียกคน สัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องต่าง ๆ เช่น แม่ รถ หรือชื่อบุคคล ไม่ใช่สร้างสรรพนามแยกเพศขึ้นมาเอง
หลักนี้คล้ายการใช้ “เขา” ในภาษาไทยมากกว่าการบังคับแยกเป็นชายกับหญิงทุกครั้ง ประโยคไม่ต้องบอกข้อมูลทุกอย่าง หากคู่สนทนารู้อยู่แล้วว่าใครคือคนที่กล่าวถึง
ข้อความที่ไม่ใส่วรรณยุกต์ต้องอ่านอย่างระวัง
ข้อความทั่วไปบางชนิดอาจละเครื่องหมายวรรณยุกต์ ทำให้เห็นตัว o ทั้งที่ผู้เขียนตั้งใจหมายถึง ó ผู้ที่อ่านคล่องอาศัยบริบทช่วย แต่ผู้เรียนควรเขียนเครื่องหมายให้ครบในแบบฝึกหัด โดยเฉพาะคู่ o/ó อย่าถือว่าการสะกดแบบย่อในข้อความส่วนตัวเป็นแบบสำหรับเรียนรูปมาตรฐาน
ต่อยอดจากพื้นฐาน: รูปอิสระและรูปที่เปลี่ยนตามโครงสร้าง
ส่วนนี้ยังไม่ต้องจำทั้งหมดพร้อมกัน เมื่อใช้รูปสั้นหกคำในประโยคทั่วไปได้แล้ว จึงค่อยกลับมาอ่านเพื่อเข้าใจรูปที่พบในบทสนทนาและข้อความยาวขึ้น
รูปอิสระสำหรับกล่าวแยกหรือเน้น
รูปอิสระ คือรูปที่ใช้กล่าวถึงตัวบุคคลอย่างเด่นชัด เช่น ตอบสั้น ๆ ว่าใคร หรือใช้ในโครงสร้างเน้น ไม่ได้จำกัดอยู่กับตำแหน่งหน้ากริยาแบบรูปสั้น
| ความหมายหลัก | รูปประธานสั้น | รูปอิสระ |
|---|---|---|
| ฉัน | mo | èmi |
| คุณคนเดียวแบบคุ้นเคย | o | ìwọ |
| เขา ไม่แยกเพศ | ó | òun |
| พวกเรา | a | àwa |
| พวกคุณ หรือคุณอย่างให้เกียรติ | ẹ | ẹ̀yin |
| พวกเขา | wọ́n | àwọn |
ตัวอย่าง Èmi ni mo ń lọ. หมายถึง “ฉันนี่แหละที่กำลังไป” คำ èmi ทำให้ผู้พูดเด่นขึ้น ส่วน mo ยังเป็นประธานในส่วนที่บอกการกระทำ จึงไม่ใช่นำสองคำที่แปลว่า “ฉัน” มาซ้ำโดยไม่มีหน้าที่
หากคำถามต้องการเพียงให้ระบุคน รูป Èmi. อาจใช้ตอบว่า “ฉันเอง” ได้ แต่การนำรูปนี้มาเปิดประโยคเต็มต้องดูโครงสร้างที่ตามมา ไม่ใช่แทน mo ทุกแห่งด้วย èmi
สำหรับบุรุษที่สาม รูปอิสระมักเขียน òun พร้อมวรรณยุกต์ต่ำ หากพบ oun ในรายการคำที่ไม่ใส่เครื่องหมาย ควรจำรูปเต็มนี้ไว้ด้วย อย่าเข้าใจว่า ó กับ òun เป็นสองคำที่เลือกใช้ตามเพศ
เหตุใดจึงพบ mi ทั้งที่เรียนว่า “ฉัน” คือ mo
หน้าที่ในประโยคและคำที่ตามมามีผลต่อรูปสรรพนาม รูป mi พบได้ในหลายหน้าที่ ไม่ใช่รูปประธานบอกเล่าที่นำมาใช้แทน mo ได้อย่างอิสระ
| ภาษาโยรูบา | ความหมายภาษาไทย | หน้าที่ของรูปที่ควรสังเกต |
|---|---|---|
| Mo ń lọ. | ฉันกำลังไป | mo เป็นประธานในประโยคบอกเล่า |
| Mi ò lọ. | ฉันไม่ได้ไป | mi อยู่ในแบบแผนปฏิเสธนี้ |
| Ó rí mi. | เขาเห็นฉัน | mi เป็นผู้ที่ถูกเห็น |
| Ìwé mi. | หนังสือของฉัน | mi บอกเจ้าของหนังสือ |
ใน Ó rí mi. คำว่า mi เป็น กรรม คือผู้หรือสิ่งที่การกระทำมุ่งไปถึง ในที่นี้คือคนที่ถูกเห็น ส่วนใน ìwé mi คำเดียวกันใช้บอกความเป็นเจ้าของ แม้คำแปลไทยจะยังเกี่ยวกับ “ฉัน” เหมือนเดิม แต่หน้าที่ต่างกัน
ประโยค Mi ò lọ. ยังสอนอีกอย่างว่าเครื่องหมายเสียงสำคัญมาก ò ในที่นี้เป็นคำปฏิเสธ ไม่ใช่ o ที่หมายถึง “คุณ” และไม่ใช่ ó ที่หมายถึง “เขา” เริ่มจากจำทั้งกลุ่ม mi ò แล้วจึงเรียนระบบปฏิเสธเพิ่มเติม ไม่ควรเดารูปใหม่ด้วยการสลับ mo กับ mi เอง
เมื่อเล่าคำพูดหรือความคิดของคนอื่น
ในข้อความที่มีหลายประโยคเชื่อมกัน òun ยังมีบทบาทช่วยชี้กลับไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของคำพูดหรือความคิด เช่น Adé sọ pé òun ń bọ̀. หมายถึง “อาเดบอกว่าตนกำลังมา” โดย òun ในแบบแผนนี้ชี้กลับไปที่อาเด
เรื่องนี้เรียกว่า การอ้างกลับไปยังผู้พูดในเรื่อง คือผู้เล่าใช้สรรพนามเพื่อบอกว่าคนในเรื่องกำลังพูดถึงตัวเอง ไม่ใช่ตัวผู้เล่าปัจจุบัน เป็นรายละเอียดที่ควรเรียนพร้อมประโยคเล่าต่อ ไม่ต้องนำไปปนกับกฎเริ่มต้นว่า “เขา” ใช้ ó ในประโยคบอกเล่าสั้น ๆ
การพูดถึงตัวเองไม่ใช่เพียงเปลี่ยนเป็นรูปเน้น
รูปเน้นกับรูปที่หมายถึง “ตัวเอง” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เช่น Mo rí ara mi. หมายถึง “ฉันเห็นตัวเอง” ส่วน Ó rí mi. หมายถึง “เขาเห็นฉัน” ในประโยคแรก ara mi ทำให้ชัดว่าผู้เห็นกับผู้ที่ถูกเห็นเป็นคนเดียวกัน การใช้ èmi เพื่อเน้นตัวผู้พูดไม่ได้ทำหน้าที่นี้แทนโดยอัตโนมัติ
หากยังอยู่ช่วงเริ่มต้น ให้แยกสามคำถามไว้ก่อน ได้แก่ “ใครทำ” “ทำต่อใคร” และ “กำลังเน้นใคร” เมื่อแยกหน้าที่ได้แล้ว การเรียนรูปประธาน รูปกรรม และรูปอิสระจะเป็นระบบมากขึ้น
วิธีฝึกให้ใช้ได้จริง
๑. เปลี่ยนประธาน โดยคงส่วนที่เหลือไว้
ใช้ชุด Mo ń lọ. “ฉันกำลังไป” แล้วเปลี่ยนเป็น O ń lọ. “คุณกำลังไป” Ó ń lọ. “เขากำลังไป” A ń lọ. “พวกเรากำลังไป” Ẹ ń lọ. “พวกคุณกำลังไป” และ Wọ́n ń lọ. “พวกเขากำลังไป” พูดพร้อมชี้คนหรือภาพแทนแต่ละกลุ่ม จะช่วยให้จำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องแปลผ่านคำไทยทุกครั้ง
จากนั้นใช้คำช่วย ti กับ dé แล้วฝึกชุด “มาถึงแล้ว” อีกครั้ง จุดประสงค์คือให้สรรพนามเปลี่ยนได้คล่องโดยไม่เผลอเปลี่ยนกริยาตามคนทำ
๒. ฝึกฟัง o กับ ó พร้อมความหมาย
ทำบัตรคู่ O ti dé. “คุณมาถึงแล้ว” และ Ó ti dé. “เขามาถึงแล้ว” ฟังตัวอย่างจากผู้พูดที่เชื่อถือได้แล้วระบุว่าเป็นการพูดกับผู้ฟังหรือพูดถึงคนอื่น อย่าฝึกเพียงมองเครื่องหมาย เพราะเมื่อสนทนาจริงต้องแยกด้วยเสียงด้วย
๓. เขียนสถานการณ์ก่อนเลือกคำเรียก
ตั้งสถานการณ์สามแบบ ได้แก่ พูดกับเพื่อนสนิทคนเดียว พูดกับผู้ใหญ่คนเดียว และพูดกับกลุ่มคน เลือก o หรือ ẹ ให้เหมาะ แล้วเขียนประโยคสั้นหนึ่งประโยคต่อสถานการณ์ ปิดท้ายด้วยการเขียนถึงกลุ่มที่ไม่มีตัวเราอยู่ด้วยโดยใช้ wọ́n และกลุ่มที่รวมตัวเราโดยใช้ a
ตรวจงานด้วยคำถามสี่ข้อ: กำลังพูดกับใครหรือพูดถึงใคร มีคนเดียวหรือหลายคน ต้องให้เกียรติเป็นพิเศษหรือไม่ และเขียนวรรณยุกต์ครบหรือยัง วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าท่องคำแปล “ฉัน คุณ เขา” อย่างเดียว
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
- โครงสร้างประโยคพื้นฐานแบบประธาน–กริยา–กรรม — ดูว่าสรรพนามอยู่ตรงไหนเมื่อเพิ่มคนหรือสิ่งที่รับการกระทำ
- การปฏิเสธด้วย kò, kì และ má — เรียนแบบแผนปฏิเสธและรูปที่พบร่วมกับสรรพนาม
- การบอกความเป็นเจ้าของ — แยก “ฉัน” ในฐานะผู้ทำออกจาก “ของฉัน”
- สรรพนามกรรมและรูปเน้น — ต่อยอดเรื่อง mi, èmi และรูปอื่นตามหน้าที่ในประโยค
- โครงสร้างที่หมายถึงตัวเอง — เรียนวิธีบอกว่าผู้ทำกับผู้รับการกระทำเป็นคนเดียวกัน