A1

การใช้ 이다 และ 아니다 ในภาษาเกาหลี

서술격 조사

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนผังไวยากรณ์ภาษาเกาหลีบน Settemila Lingue

สรุปสั้น ๆ

เมื่อต้องการบอกว่าใครหรืออะไร เป็นสิ่งใด ให้ต่อคำนามด้วย 이에요 ถ้ามีตัวสะกด หรือ 예요 ถ้าไม่มีตัวสะกด เช่น 학생이에요. แปลว่า “เป็นนักเรียน” และ 의사예요. แปลว่า “เป็นหมอ” หากต้องการบอกว่า ไม่ใช่ ใช้ คำนาม + 이/가 아니에요 เช่น 학생이 아니에요. แปลว่า “ไม่ใช่นักเรียน” ส่วนรูปสุภาพเป็นทางการคือ 입니다 และ 아닙니다

ภาพรวม

ภาษาไทยพูดว่า “ฉันเป็นนักเรียน” “นี่คือหนังสือ” หรือ “เขาไม่ใช่หมอ” โดยวางคำว่า “เป็น” “คือ” และ “ไม่ใช่” ไว้หน้าสิ่งที่ต้องการระบุ แต่ภาษาเกาหลีวางส่วนที่ทำหน้าที่นี้ไว้ หลังคำนาม คำนามคือคำเรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือความคิด เช่น 학생 “นักเรียน” และ 책 “หนังสือ” รูปพื้นฐานที่ใช้บอกความเป็นหรือระบุว่าสิ่งหนึ่งคืออะไร คือ 이다 ส่วนรูปปฏิเสธคือ 아니다

นี่เป็นพื้นฐานระดับเริ่มต้น A1 ที่ใช้ได้ทันทีในการแนะนำตัว บอกอาชีพ สัญชาติ ความสัมพันธ์ หรือระบุสิ่งของ ในพจนานุกรมจะพบ 이다 และ 아니다 แต่เวลาพูดกับคนที่ยังไม่สนิท โดยทั่วไปจะใช้รูปสุภาพอย่าง 이에요/예요 และ 아니에요 ไม่ใช่นำรูปพจนานุกรมมาวางท้ายประโยคทุกครั้ง

สำหรับผู้เรียนชาวไทย จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือ ต้องเลือกส่วนท้ายตามเสียงท้ายคำนาม ซึ่งไม่มีคู่เทียบตรง ๆ ในภาษาไทย เรื่องที่สองคือ 이다 ไม่ได้แทนคำว่า “เป็น” “คือ” และ “อยู่” ได้ทุกกรณี เช่น “ฉันอยู่บ้าน” ใช้ 있다 ส่วน “อากาศหนาว” ใช้ 춥다 โดยไม่เติม 이다 บทนี้จะเริ่มจากกฎที่ใช้ได้ทุกวัน แล้วแยกรูปอดีต รูปยกย่อง และโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าไว้ตอนท้าย

รูปประโยคและวิธีใช้

1. วางคำนามไว้หน้าส่วนท้ายที่แสดงว่า “เป็น”

รูปเต็มที่พบบ่อยคือ หัวเรื่อง + คำนาม + 이에요/예요 หัวเรื่องคือคนหรือสิ่งที่เรากำลังพูดถึง และอาจมี 은/는 ต่อท้ายเพื่อชี้ว่าประโยคนี้กำลังพูดถึงอะไร

  • 저는 학생이에요. — ฉันเป็นนักเรียน
  • 이것은 책이에요. — นี่คือหนังสือ

ใน 저는 학생이에요. คำว่า 저 หมายถึง “ฉัน” แบบถ่อมตน ส่วน 는 ชี้ว่ากำลังพูดถึงตัวผู้พูด และ 학생이에요 บอกว่าเป็นนักเรียน อย่าเว้นวรรคระหว่างคำนามกับ 이에요/예요 เพราะส่วนนี้เขียนติดกัน

ถ้าบริบทชัดอยู่แล้วก็ละคนหรือสิ่งที่พูดถึงได้ เช่น ตอบคำถามเรื่องอาชีพด้วย 학생이에요. “เป็นนักเรียน” ได้เลย คล้ายกับภาษาไทยที่ตอบว่า “เป็นนักเรียนค่ะ” โดยไม่จำเป็นต้องพูด “ฉัน” ซ้ำ

2. เลือก 이에요 หรือ 예요 จากพยางค์สุดท้าย

ให้ดูว่าพยางค์สุดท้ายของคำนามมี 받침 หรือไม่ คำนี้หมายถึงพยัญชนะที่อยู่ด้านล่างของพยางค์เกาหลี ทำหน้าที่เป็นตัวสะกด เช่น ㄱ ใน 책 และ ㅇ ใน 학생 หากมี ให้ใช้ 이에요 หากไม่มี ให้ใช้ 예요

คำนาม ความหมาย รูปสุภาพทั่วไป เหตุผล
학생 นักเรียน 학생이에요 พยางค์ 생 มีตัวสะกด ㅇ
책 หนังสือ 책이에요 มีตัวสะกด ㄱ
선생님 ครู 선생님이에요 พยางค์ 님 มีตัวสะกด ㅁ
의사 หมอ 의사예요 พยางค์ 사 ไม่มีตัวสะกด
친구 เพื่อน 친구예요 พยางค์ 구 ไม่มีตัวสะกด
학교 โรงเรียน 학교예요 พยางค์ 교 ไม่มีตัวสะกด

กฎนี้ดูที่ ท้ายคำจริง ๆ ไม่ใช่ความหมายของคำ เช่น 학생 กับ 의사 เป็นคำเรียกคนเหมือนกัน แต่เลือกคนละรูป สำหรับคำนามที่มีหลายคำ ให้ดูคำสุดท้ายของกลุ่มนั้น เช่น 한국 사람 “คนเกาหลี” ลงท้ายด้วย 사람 จึงเป็น 한국 사람이에요. “เป็นคนเกาหลี”

ในการพูดรูป 이에요 เสียงจะเชื่อมกับตัวสะกดของคำนาม แต่การเขียนยังคงรูปคำนามเดิมไว้ ไม่ต้องแก้การสะกดตามเสียงที่ได้ยิน ส่วน 예요 ให้จำเป็นรูปเขียนมาตรฐาน อย่าเปลี่ยนเป็น 에요 หลังคำนามที่ไม่มีตัวสะกด เช่น 의사예요 ถูกต้อง ไม่ใช่ 의사에요

3. ถ้าพูดเป็นทางการ ใช้ 입니다

입니다 ใช้ต่อหลังคำนามทั้งที่มีและไม่มีตัวสะกด ไม่ต้องแยกเหมือน 이에요/예요

คำนาม ความหมาย สุภาพทั่วไป สุภาพเป็นทางการ
학생 นักเรียน 학생이에요 학생입니다
의사 หมอ 의사예요 의사입니다
책 หนังสือ 책이에요 책입니다
친구 เพื่อน 친구예요 친구입니다

ตัวอย่าง 이것은 책입니다. แปลว่า “นี่คือหนังสือ” ในสำนวนเป็นทางการ รูปนี้พบในการนำเสนอ การแนะนำตัวต่อกลุ่มคน ประกาศ และงานบริการ เสียงของ 입니다 มักได้ยินเป็น 임니다 แต่ต้องเขียน 입니다

이에요/예요 ก็สุภาพอยู่แล้ว ไม่ใช่รูปหยาบ และไม่ได้เลือกตามเพศของผู้พูด ต่างจากการเลือก “ครับ” หรือ “ค่ะ” ในภาษาไทย ผู้พูดทุกเพศใช้ 학생이에요 หรือ 학생입니다 ได้เหมือนกัน การเลือกระหว่างสองแบบขึ้นอยู่กับลักษณะสถานการณ์และระยะห่างกับผู้ฟัง

4. บอกว่า “ไม่ใช่” ด้วย 이/가 아니에요

รูปปฏิเสธไม่ได้สร้างโดยเติมคำว่า “ไม่” หน้า 이에요/예요 แต่เปลี่ยนไปใช้ 아니다 ซึ่งมีรูปสุภาพว่า 아니에요

โครงสร้างพื้นฐานคือ คำนาม + 이/가 + เว้นวรรค + 아니에요 โดย 이/가 เป็นคำชี้หน้าที่ของคำนามในประโยค สำหรับรูปนี้ให้จำเป็นคู่กับ 아니다 ไปก่อน

  • หลังคำนามมีตัวสะกด ใช้ 이 아니에요
  • หลังคำนามไม่มีตัวสะกด ใช้ 가 아니에요
คำนาม ความหมาย ปฏิเสธสุภาพทั่วไป ปฏิเสธสุภาพเป็นทางการ
학생 นักเรียน 학생이 아니에요 학생이 아닙니다
의사 หมอ 의사가 아니에요 의사가 아닙니다
한국 사람 คนเกาหลี 한국 사람이 아니에요 한국 사람이 아닙니다
제 가방 กระเป๋าของฉัน 제 가방이 아니에요 제 가방이 아닙니다

สังเกตการเว้นวรรค 학생이에요 เขียนติดกัน แต่ 학생이 아니에요 เว้นก่อน 아니에요 เพราะ 아니다 เป็นอีกคำหนึ่ง เช่น 저는 한국 사람이 아니에요. แปลว่า “ฉันไม่ใช่คนเกาหลี”

อย่าสับสนระหว่าง 이 ใน 학생이에요 กับ 이 ใน 학생이 아니에요 แม้หน้าตาเหมือนกัน แต่ในประโยคแรกเป็นส่วนหนึ่งของรูป 이다 ส่วนในประโยคหลังเป็นคำชี้หน้าที่ที่มาก่อน 아니다

5. ถามโดยใช้เสียงสูงท้ายประโยค หรือเปลี่ยนเป็น 입니까?

ในบทสนทนาสุภาพทั่วไป รูปเขียนของคำถามเหมือนประโยคบอกเล่า เพียงใช้เสียงถามและเครื่องหมายคำถาม เช่น 학생이에요? “เป็นนักเรียนหรือเปล่า” และ 의사예요? “เป็นหมอหรือเปล่า” ไม่ต้องเติมคำถามที่ตรงกับ “ไหม” ทุกครั้ง

ถ้าเป็นทางการ ให้ใช้ 입니까? แทน 입니다 และใช้ 아닙니까? แทน 아닙니다

การใช้งาน ภาษาเกาหลี ความหมาย
ถามสุภาพทั่วไป 학생이에요? เป็นนักเรียนหรือเปล่า
ถามสุภาพทั่วไป 의사예요? เป็นหมอหรือเปล่า
ถามเป็นทางการ 학생입니까? เป็นนักเรียนใช่ไหม
ถามเป็นทางการ 의사입니까? เป็นหมอใช่ไหม
ถามยืนยันเชิงปฏิเสธ 학생이 아닙니까? ไม่ใช่นักเรียนหรือ

คำถามเชิงปฏิเสธอาจแฝงความคาดหมายว่าอีกฝ่ายเป็นนักเรียนอยู่แล้ว หากเพียงต้องการทราบข้อมูล คำถามบอกเล่าธรรมดาอย่าง 학생이에요? จะตรงไปตรงมากว่า

รูปคำนามไม่เปลี่ยนตามจำนวนหรือผู้ที่พูดถึง เช่น 저는 학생이에요. “ฉันเป็นนักเรียน” และ 우리는 학생이에요. “พวกเราเป็นนักเรียน” ใช้ 학생이에요 เหมือนกัน

ตัวอย่างในสถานการณ์จริง

คำแปลไทยด้านล่างใช้ถ้อยคำกลาง ๆ โดยไม่ได้เติม “ครับ/ค่ะ” ทุกประโยค แต่รูปเกาหลีในตารางเป็นรูปสุภาพทั้งหมด และคำในวงเล็บช่วยระบุสิ่งที่ละไว้ตามบริบท

ภาษาเกาหลี ความหมายภาษาไทย จุดสังเกต
학생이에요. (ฉัน) เป็นนักเรียน 학생 มีตัวสะกด จึงใช้ 이에요
의사예요. (เขา) เป็นหมอ 의사 ไม่มีตัวสะกด จึงใช้ 예요
한국 사람이 아니에요. (ฉัน) ไม่ใช่คนเกาหลี ใช้ 이 หลัง 사람 แล้วเว้นก่อน 아니에요
이것은 책입니다. นี่คือหนังสือ รูปสุภาพเป็นทางการ
저는 태국 사람이에요. ฉันเป็นคนไทย เลือกส่วนท้ายจาก 사람 ไม่ใช่ 태국
제 이름은 민수예요. ฉันชื่อมินซู การบอกชื่อไม่จำเป็นต้องแปลไทยด้วยคำว่า “เป็น”
여기는 도서관이에요. ที่นี่คือห้องสมุด ระบุว่าสถานที่นี้คืออะไร
이건 제 가방이에요. นี่คือกระเป๋าของฉัน 이건 เป็นรูปย่อของ 이것은
오늘은 일요일이에요. วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ใช้บอกวันได้ด้วย
이분은 제 선생님이세요. ท่านนี้เป็นครูของฉัน ใช้รูปยกย่องผู้ที่กล่าวถึง
저는 회사원이 아닙니다. ฉันไม่ใช่พนักงานบริษัท รูปปฏิเสธเป็นทางการ
이거 커피예요? นี่กาแฟหรือเปล่า คำถามสุภาพที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
아니요, 커피가 아니에요. 차예요. ไม่ใช่ ไม่ใช่กาแฟ เป็นชา แก้ข้อมูลด้วยประโยคปฏิเสธแล้วบอกคำตอบที่ถูก
예약자 이름이 뭐예요? ชื่อผู้จองคืออะไร 뭐예요 ใช้ถามว่า “คืออะไร”

ตัวอย่างชื่อและวันแสดงให้เห็นว่าไม่ควรจับคู่ 이다 กับคำไทยเพียงคำเดียว 제 이름은 민수예요. แปลเป็นไทยว่า “ฉันชื่อมินซู” จะเป็นธรรมชาติกว่า “ชื่อของฉันเป็นมินซู” ให้ดูหน้าที่ของประโยคว่าใช้ระบุคนหรือสิ่งใด มากกว่าพยายามหาคำว่า “เป็น” ในคำแปลทุกครั้ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. ใช้ 예요 กับคำนามทุกคำ

  • ผิด: 학생예요.
  • ถูก: 학생이에요. — เป็นนักเรียน
  • เหตุผล: 학생 มีตัวสะกด จึงต้องใช้ 이에요 ส่วนคำไม่มีตัวสะกด เช่น 의사 ใช้ 의사예요 อย่าจำเฉพาะเสียงท้าย 요 แล้วเติมเหมือนกันทุกคำ

2. เขียน 아니예요 เพราะเห็น 의사예요

  • ผิด: 학생이 아니예요.
  • ถูก: 학생이 아니에요. — ไม่ใช่นักเรียน
  • เหตุผล: 아니에요 เป็นรูปของ 아니다 ไม่ใช่การนำคำนามมาต่อกับ 예요 จึงต้องจำรูป 아니에요 แยกไว้ อีกคู่ที่ควรจำคือ 뭐예요? “คืออะไร” ซึ่งเขียนด้วย 예요

3. เติม 안 เพื่อปฏิเสธคำนาม

  • ผิด: 저는 안 학생이에요.
  • ถูก: 저는 학생이 아니에요. — ฉันไม่ใช่นักเรียน
  • เหตุผล: 안 ใช้ปฏิเสธคำกริยาหรือคำบอกสภาพหลายคำได้ แต่สำหรับความหมาย “ไม่เป็น/ไม่ใช่สิ่งนั้น” ให้ใช้ 아니다 ตามโครงสร้างคำนาม + 이/가 아니에요

4. ใช้ 이다 แทนคำว่า “อยู่”

  • ผิดเมื่อหมายถึงอยู่บ้าน: 저는 집이에요.
  • ถูก: 저는 집에 있어요. — ฉันอยู่บ้าน
  • เหตุผล: 집이에요 ใช้ระบุว่าเป็นบ้าน ไม่ใช่รูปพื้นฐานสำหรับบอกตำแหน่งของคน การบอกว่าใครอยู่ที่ไหนใช้ สถานที่ + 에 있어요 ซึ่ง 에 ชี้สถานที่ ส่วน 있어요 บอกว่าอยู่หรือมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ในบทสนทนาบางบริบทอาจได้ยิน 집이에요 เป็นคำตอบสั้น ๆ ที่สื่อว่าอยู่บ้านได้ ผู้เริ่มต้นควรฝึกรูปเต็มให้แม่นก่อน

5. เติม 이에요 หลังคำที่บอกสภาพอยู่แล้ว

  • ผิด: 날씨가 추워요예요.
  • ถูก: 날씨가 추워요. — อากาศหนาว
  • เหตุผล: 추워요 มาจาก 춥다 “หนาว” และจบประโยคได้อยู่แล้ว ภาษาไทยเองก็พูดว่า “อากาศหนาว” ไม่ใช่ “อากาศเป็นหนาว” ให้ใช้ 이에요/예요 หลังคำนาม ไม่ใช่หลังคำกริยาที่เปลี่ยนรูปแล้ว

6. แยกวรรคผิดตำแหน่ง

  • ผิด: 저는 학생 이에요. / 저는 학생이아니에요.
  • ถูก: 저는 학생이에요. / 저는 학생이 아니에요.
  • ความหมาย: ฉันเป็นนักเรียน / ฉันไม่ใช่นักเรียน
  • เหตุผล: รูปของ 이다 เขียนติดกับคำนาม แต่ 아니다 แยกเป็นอีกคำ ในภาษาไทยเราไม่ได้เว้นวรรคแบ่งทุกคำ จึงควรฝึกจดจำทั้งกลุ่มคำเกาหลีพร้อมตำแหน่งช่องว่าง

ข้อสังเกตในการใช้งาน

สุภาพกับผู้ฟัง ไม่เหมือนยกย่องผู้ที่พูดถึง

이에요/예요 และ 입니다 เป็นการเลือกระดับภาษาต่อ ผู้ฟัง ส่วนการยกย่องบุคคลที่เราพูดถึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น เมื่อแนะนำครู อาจใช้ 선생님이세요. “เป็นคุณครู” ซึ่งมีส่วน 시 แสดงการยกย่องบุคคลนั้น

ในการแนะนำตัวตามปกติ ไม่ใช้รูปยกย่องกับตัวเอง เช่น 저는 학생이에요. “ฉันเป็นนักเรียน” เหมาะกว่า 저는 학생이세요 รูปที่มี 시 จะอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไป

การละ 이/가 ในภาษาพูด

ในบทสนทนามักได้ยิน 학생 아니에요. “ไม่ใช่นักเรียน” ซึ่งละ 이 ไป ไม่ได้แปลว่ารูป 학생이 아니에요 ผิดหรือฟังแข็งเกินไป สำหรับผู้เริ่มต้นควรฝึกใส่ 이/가 ให้ถูกก่อน เพื่อให้เห็นโครงสร้างชัดเจน แล้วค่อยสังเกตการละเมื่อฟังบทสนทนาจริง

ถ้าต้องการเปรียบต่าง อาจพบ 은/는 แทน เช่น 의사는 아니에요. แปลว่า “หมอน่ะไม่ใช่” หรือ “ไม่ใช่หมอหรอก” โดยเปิดทางให้เข้าใจว่าอาจเป็นอาชีพอื่น ความหมายเน้นต่างจากการปฏิเสธกลาง ๆ ด้วย 의사가 아니에요

아니요 กับ 아니에요 ใช้ต่างกัน

아니요 ใช้ตอบว่า “ไม่/ไม่ใช่” ได้โดยลำพัง ส่วน 아니에요 เป็นรูปภาคแสดง คือส่วนที่บอกว่าคนหรือสิ่งที่กล่าวถึงไม่ใช่อะไร และใช้ตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่ใช่” ได้เช่นกัน

  • 학생이에요? — เป็นนักเรียนหรือเปล่า
  • 아니요, 학생이 아니에요. — ไม่ใช่ ไม่ใช่นักเรียน

아니에요 ยังพบในคำตอบรับคำขอบคุณหรือคำขอโทษ โดยมีความหมายทำนอง “ไม่เป็นไร” แต่เป็นการใช้ตามสถานการณ์ ไม่ควรนำความหมายนี้ไปแทนทุกประโยคที่มี 아니다

แยก “ไม่ใช่” ออกจาก “ไม่มี”

제 가방이 아니에요. หมายถึง “ไม่ใช่กระเป๋าของฉัน” แต่ 제 가방이 없어요. หมายถึง “กระเป๋าของฉันไม่อยู่/ไม่มีกระเป๋าของฉัน” การระบุว่าเป็นสิ่งใดใช้ 이다/아니다 ส่วนการมีหรือไม่มี อยู่หรือไม่อยู่ ใช้ 있다/없다 ตามบริบท ความแตกต่างนี้สำคัญกว่าการท่องรูปส่วนท้ายเพียงอย่างเดียว

ต่อยอดจากพื้นฐาน: รูปที่ควรรู้เมื่ออ่านและฟังมากขึ้น

ผู้เริ่มต้นยังไม่จำเป็นต้องใช้ทุกแบบด้านล่างทันที ให้ยึด 이에요/예요, 입니다 และ 아니에요/아닙니다 เป็นหลักก่อน ส่วนนี้ช่วยให้รู้จักรูปที่เกิดจาก 이다 และ 아니다 เมื่อเจอในบทสนทนาหรือบทอ่าน

รูปอดีต: เคยเป็นหรือเป็นในเวลานั้น

รูปอดีตบอกว่าข้อมูลนั้นเป็นจริงในช่วงเวลาที่กล่าวถึง ใช้ 이었어요 หลังคำนามมีตัวสะกด และโดยทั่วไปใช้รูปย่อ 였어요 หลังคำนามไม่มีตัวสะกด ส่วน 아니다 เปลี่ยนเป็น 아니었어요

ภาษาเกาหลี ความหมาย จุดสังเกต
작년에는 학생이었어요. ปีที่แล้วเป็นนักเรียน 학생 มีตัวสะกด จึงใช้ 이었어요
어제는 일요일이었어요. เมื่อวานเป็นวันอาทิตย์ บอกว่าวันนั้นเป็นวันอะไร
예전에는 의사였어요. เมื่อก่อนเป็นหมอ 의사 ไม่มีตัวสะกด จึงใช้ 였어요
제 가방이 아니었어요. ตอนนั้นไม่ใช่กระเป๋าของฉัน รูปอดีตของ 아니다

การแปลว่า “เคยเป็น” เหมาะกับอาชีพหรือสถานภาพในอดีตหลายกรณี แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง เช่น 어제는 일요일이었어요 ไม่ควรแปลว่า “เมื่อวานเคยเป็นวันอาทิตย์” ควรใช้ “เมื่อวานเป็นวันอาทิตย์” ตามธรรมชาติภาษาไทย

รูปกันเองและรูปภาษาเขียน

เมื่อพูดกับคนสนิทที่ตกลงใช้ภาษากันเอง อาจเปลี่ยนเป็น 이야/야 และ 아니야 ส่วนงานเขียนที่ไม่ได้ใช้รูปสุภาพกับผู้ฟังจะพบ 이다/다 และ 아니다

ระดับภาษา เป็นนักเรียน เป็นหมอ ไม่ใช่นักเรียน
สุภาพทั่วไป 학생이에요 의사예요 학생이 아니에요
กันเอง 학생이야 의사야 학생이 아니야
บอกเล่าแบบไม่ลงท้ายสุภาพ 학생이다 의사다 학생이 아니다

รูปกันเองไม่ได้เลือกตามอายุผู้พูดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความสัมพันธ์กับผู้ฟัง จึงไม่ควรตัด 요 ออกเองแล้วคิดว่าจะได้รูปกันเองเสมอ เช่น 의사예요 ไม่ได้กลายเป็น 의사예 แต่เป็น 의사야

รูปยกย่อง: 이세요 และ 세요

เมื่อยกย่องบุคคลที่พูดถึง รูปสุภาพทั่วไปใช้ 이세요 หลังคำนามมีตัวสะกด และ 세요 หลังคำนามไม่มีตัวสะกด รูปเป็นทางการคือ 이십니다/십니다

  • 이분은 선생님이세요. — ท่านนี้เป็นคุณครู
  • 어머니는 의사세요. — คุณแม่เป็นหมอ
  • 아버지는 회사원이 아니세요. — คุณพ่อไม่ใช่พนักงานบริษัท

รูปปฏิเสธยกย่องคือ 아니세요 ไม่ว่าจะใช้กับคำนามชนิดใด โดยคง 이/가 หน้ารูปปฏิเสธตามปกติ การเติม 시 ไม่ได้ใช้เพื่อทำให้สิ่งของสุภาพขึ้น เช่น ไม่จำเป็นต้องยกย่องกาแฟหรือหนังสือเพียงเพราะกำลังพูดกับลูกค้า

เมื่อต่อกับข้อความอื่น

이다 ไม่ได้ปรากฏแค่ท้ายประโยค แต่เปลี่ยนรูปเพื่อเชื่อมความคิดได้ เมื่อพบรูปเหล่านี้ ให้มองย้อนกลับไปหาคำนามที่อยู่ข้างหน้า

ภาษาเกาหลี ความหมาย รูปที่ควรสังเกต
저는 학생이고 언니는 회사원이에요. ฉันเป็นนักเรียน ส่วนพี่สาวเป็นพนักงานบริษัท 이고 เชื่อมข้อมูลสองส่วน
학생이라서 할인을 받아요. เพราะเป็นนักเรียนจึงได้ส่วนลด 이라서 บอกเหตุผลหลังคำนามมีตัวสะกด
의사라서 바빠요. เพราะเป็นหมอจึงยุ่ง 라서 หลังคำนามไม่มีตัวสะกด
학생이면 이 표를 사세요. ถ้าเป็นนักเรียน ให้ซื้อตั๋วนี้ 이면 แสดงเงื่อนไข
의사면 잘 알겠네요. ถ้าเป็นหมอก็คงรู้ดีสินะ 면 หลังคำนามไม่มีตัวสะกด

รูปของ 아니다 ต่างออกไป เช่น 학생이 아니어서 할인을 못 받아요. “เพราะไม่ใช่นักเรียนจึงไม่ได้ส่วนลด” ไม่ควรสร้างรูปเหล่านี้โดยนำ 이에요 ไปวางหน้าคำเชื่อมโดยตรง

เมื่อขยายคำนามและยกคำพูด

ส่วนขยายคำนามคือข้อความที่บอกว่าคนหรือสิ่งนั้นเป็นแบบไหน ในภาษาเกาหลีส่วนนี้วางหน้าคำนาม เช่น 학생인 친구 หมายถึง “เพื่อนที่เป็นนักเรียน” โดยใช้ 인 จาก 이다 ส่วน 학생이 아닌 사람 หมายถึง “คนที่ไม่ใช่นักเรียน” โดยใช้ 아닌 จาก 아니다

ในการเล่าคำพูดของคนอื่น จะพบรูปอย่าง 학생이라고 했어요. “บอกว่าเป็นนักเรียน” และ 의사라고 했어요. “บอกว่าเป็นหมอ” ต่างกันตามว่าคำนามมีตัวสะกดหรือไม่ ส่วนรูปปฏิเสธคือ 학생이 아니라고 했어요. “บอกว่าไม่ใช่นักเรียน” รูปเหล่านี้เป็นขั้นต่อไป ไม่ต้องท่องรวมกับ 이에요/예요 ตั้งแต่วันแรก

รูปคาดเดาไม่ได้หมายถึงอนาคตเสมอไป

ประโยคอย่าง 학생일 거예요. อาจหมายถึง “คงเป็นนักเรียน” โดยคาดเดาสถานะปัจจุบัน ไม่ได้แปลว่า “จะเป็นนักเรียน” เสมอไป หากมีคำบอกเวลา เช่น 내년에는 대학생일 거예요. ก็อาจหมายถึง “ปีหน้าคงเป็นนักศึกษา” ต้องอาศัยบริบทช่วยตัดสิน

ใน 거예요 คำว่า 거 เป็นรูปที่ไม่มีตัวสะกด จึงลงท้ายด้วย 예요 รูปนี้ช่วยย้ำว่ากฎคำนาม + 이에요/예요 ยังพบในโครงสร้างที่ใหญ่กว่าด้วย

วิธีฝึกให้ใช้ได้คล่อง

  1. จับคู่คำนามที่มีและไม่มีตัวสะกด เลือกคำใกล้ตัว เช่น 학생 “นักเรียน”, 책 “หนังสือ”, 친구 “เพื่อน” และ 의사 “หมอ” เขียนรูปบอกเล่าและปฏิเสธคู่กัน เช่น 학생이에요 / 학생이 아니에요 แล้วอ่านออกเสียงพร้อมดูตำแหน่งเว้นวรรค อย่าฝึกเฉพาะคำนามกลุ่มเดียว
  2. ฝึกแก้ข้อมูลในสถานการณ์จริง ชี้สิ่งของแล้วถาม 이거 커피예요? “นี่กาแฟหรือเปล่า” จากนั้นตอบ 아니요, 차예요. “ไม่ใช่ เป็นชา” ลองเปลี่ยนเป็นสิ่งของหรือบุคคลที่พบในแต่ละวัน เพื่อฝึกทั้งคำถาม การปฏิเสธ และการให้คำตอบใหม่โดยไม่ต้องแปลทีละคำ
  3. แนะนำตัวสองระดับภาษา เขียนประโยคเกี่ยวกับชื่อ สัญชาติ และอาชีพด้วย 이에요/예요 ก่อน แล้วเปลี่ยนเป็น 입니다 โดยคงข้อมูลเดิมไว้ เช่น 저는 태국 사람이에요. → 저는 태국 사람입니다. ทั้งสองประโยคหมายถึง “ฉันเป็นคนไทย” จากนั้นฟังคลิปแนะนำตัวเพื่อสังเกตว่าผู้พูดเลือกระดับใดในสถานการณ์ใด

ก่อนจบบท ลองเติมส่วนท้ายใน 책___, 친구___, 의사___ 아니에요 คำตอบคือ 책이에요 “เป็นหนังสือ”, 친구예요 “เป็นเพื่อน” และ 의사가 아니에요 “ไม่ใช่หมอ” หากตอบได้พร้อมอธิบายจากตัวสะกด แสดงว่าเข้าใจกฎหลักแล้ว

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

  • พื้นฐานที่ควรเรียนร่วมกัน: คำลงท้ายสุภาพ -아/어요 — ช่วยให้เข้าใจระดับสุภาพทั่วไปและการจบประโยค โดยจำไว้ว่า 이다 มีรูปเฉพาะคือ 이에요/예요 ไม่ใช่นำกฎคำกริยาทั่วไปมาใช้ตรง ๆ

ความรู้พื้นฐาน

해요체 (รูปลงท้ายสุภาพ -아/어요) ในภาษาเกาหลีA1

แนวคิดระดับ A1 อื่นๆ

แนวคิดนี้ในภาษาอื่น

เปรียบเทียบในทุกภาษา