A1

There is / There are ในภาษาอังกฤษ

There is / There are

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนผังไวยากรณ์ภาษาอังกฤษบน Settemila Lingue

สรุปสั้น ๆ

There is และ There are ใช้บอกว่า “มี” คน สิ่งของ หรือสถานการณ์บางอย่าง โดยใช้ There is กับสิ่งเดียวและสิ่งที่นับไม่ได้ ส่วน There are ใช้กับหลายคนหรือหลายสิ่ง ถ้าจะถามว่า “มีไหม” ให้เปลี่ยนเป็น Is there…? / Are there…? และถ้าจะบอกว่า “ไม่มี” ให้ใช้ There isn't… / There aren't… คำว่า there ในโครงสร้างนี้ไม่ได้แปลว่า “ที่นั่น” จึงใช้พูดถึงสิ่งที่อยู่ตรงนี้ได้ด้วย เช่น There are many people here. — ที่นี่มีคนเยอะ

ภาพรวม: เปลี่ยนคำว่า “มี” ให้เป็นประโยคอังกฤษ

เวลาเข้าห้องพักใหม่ เราอาจอยากบอกว่า “มีโต๊ะหนึ่งตัวข้างหน้าต่าง” หรือถามพนักงานว่า “มีน้ำดื่มไหม” ภาษาอังกฤษใช้ There is / There are ในสถานการณ์แบบนี้ เพราะเป็นการแนะนำข้อมูลว่ามีอะไรอยู่หรือมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้เริ่มจากสิ่งของที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้ว โครงสร้างนี้เป็นพื้นฐานระดับ A1 ที่ใช้ได้ตั้งแต่การบรรยายบ้าน การซื้อของ การเดินทาง ไปจนถึงการพูดถึงปัญหาและทางเลือก

สำหรับคนไทย จุดที่ต้องฝึกไม่ใช่ความหมายของคำว่า “มี” แต่เป็นการเลือก is หรือ are ภาษาไทยพูดว่า “มีเก้าอี้หนึ่งตัว” “มีเก้าอี้สามตัว” และ “มีน้ำ” โดยไม่เปลี่ยนคำว่า “มี” ภาษาอังกฤษต้องดูคำนาม (คำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ หรือสิ่งที่เราพูดถึง) ว่าเป็นสิ่งเดียว หลายสิ่ง หรือสิ่งที่ปกติไม่นับเป็นชิ้นโดยตรง แล้วจึงเลือกรูปให้ตรงกัน

อีกจุดหนึ่งคือคำว่า “มี” ในไทยอาจหมายถึงการเป็นเจ้าของด้วย แต่ There is / There are ไม่ได้บอกว่าใครเป็นเจ้าของโดยตัวมันเอง There is a car outside. แปลว่า “มีรถอยู่ข้างนอก” ส่วน I have a car. แปลว่า “ฉันมีรถ” ในความหมายว่าเป็นเจ้าของรถ คิดก่อนว่าเรากำลังบอกว่ามีอะไรอยู่ หรือกำลังบอกว่าใครมีอะไร จะช่วยเลือกโครงสร้างได้ถูกตั้งแต่ต้น

หลักการใช้และรูปประโยค

1. ดูสิ่งที่อยู่หลังคำว่า “มี”

เอกพจน์หมายถึงคนหรือสิ่งเดียว ส่วนพหูพจน์หมายถึงหลายคนหรือหลายสิ่ง คำนามนับไม่ได้คือคำที่ภาษาอังกฤษมักมองเป็นมวล ปริมาณ หรือเรื่องโดยรวม เช่น น้ำ นม และข้อมูล แม้จะวัดเป็นลิตรหรือแบ่งเป็นส่วนได้ ก็ไม่ได้ทำให้คำนามนั้นกลายเป็นคำที่นับเป็นชิ้นได้โดยตรง

สิ่งที่ต้องการบอกว่ามี รูปประโยคภาษาอังกฤษ ความหมาย
สิ่งเดียวที่นับได้ There is a chair by the window. มีเก้าอี้หนึ่งตัวข้างหน้าต่าง
หลายสิ่งที่นับได้ There are three chairs by the window. มีเก้าอี้สามตัวข้างหน้าต่าง
สิ่งที่นับไม่ได้ There is water in the bottle. มีน้ำอยู่ในขวด

กฎสำหรับเริ่มต้น: ดูคำนามที่บอกว่ามี ไม่ใช่คำบอกสถานที่ท้ายประโยค ใน There is a book on the tables. — มีหนังสือหนึ่งเล่มอยู่บนโต๊ะเหล่านั้น — ใช้ is เพราะมีหนังสือหนึ่งเล่ม ไม่ได้เลือก are ตามจำนวนโต๊ะ

คำนามเอกพจน์ที่นับได้โดยทั่วไปต้องมีคำอยู่ข้างหน้า เช่น a หรือ an ซึ่งบอกว่ามีหนึ่งสิ่งโดยยังไม่ระบุเจาะจง ใช้ a book — หนังสือหนึ่งเล่ม — และ an apple — แอปเปิลหนึ่งผล — ไม่ใช้คำนามลอย ๆ หลัง There is ส่วนคำนามพหูพจน์และคำนามนับไม่ได้ไม่ใช้ a/an

2. ประโยคบอกเล่า: บอกว่ามีอะไร

รูปพื้นฐานคือ There is / There are + สิ่งที่มี + ข้อมูลเพิ่มเติม ข้อมูลเพิ่มเติมอาจเป็นสถานที่ เวลา หรือรายละเอียดอื่น ๆ และไม่จำเป็นต้องมีทุกครั้ง

  • There is a book on the table. — มีหนังสือหนึ่งเล่มอยู่บนโต๊ะ
  • There are two messages for you. — มีข้อความถึงคุณสองข้อความ
  • There is a problem. — มีปัญหาอย่างหนึ่ง

ประโยคสุดท้ายไม่มีสถานที่ เพราะเรากำลังบอกว่ามีปัญหา ไม่ได้บอกว่าของชิ้นหนึ่งวางอยู่ที่ไหน ดังนั้นอย่าจำว่าโครงสร้างนี้ใช้ได้เฉพาะการบรรยายตำแหน่งสิ่งของเท่านั้น

There is ย่อเป็น There's ได้ เครื่องหมาย ' แสดงว่าบางตัวอักษรถูกละออก รูปนี้พบมากในบทสนทนาและข้อความทั่วไป เช่น There's a café near the station. — มีร้านกาแฟอยู่ใกล้สถานี สำหรับ There are ผู้เริ่มต้นควรเขียนเต็ม แม้ในเสียงพูดสองคำนี้มักเชื่อมกันและออกเสียงเบา

3. บอกปริมาณด้วยคำที่เหมาะสม

ภาษาไทยใช้ลักษณนาม เช่น “สองขวด” หรือ “สามตัว” ได้เป็นปกติ ภาษาอังกฤษมักใส่ตัวเลขหน้าคำนามและเปลี่ยนคำนามเป็นพหูพจน์ หากเป็นสิ่งที่นับไม่ได้ ให้บอกปริมาณรวม หรือใช้ภาชนะและหน่วยวัดแทน

ภาษาอังกฤษ ความหมาย จุดที่ควรสังเกต
There are two bottles of water. มีน้ำสองขวด นับขวด จึงใช้รูปหลายสิ่ง
There is a bottle of water. มีน้ำหนึ่งขวด นับขวดหนึ่งขวด จึงใช้รูปสิ่งเดียว
There is some water. มีน้ำอยู่บ้าง พูดถึงน้ำโดยรวม ไม่ได้นับภาชนะ
There are a lot of people outside. ข้างนอกมีคนเยอะ พูดถึงคนหลายคน
There is a lot of traffic today. วันนี้รถติดมาก พูดถึงสภาพการจราจรโดยรวม

some ใช้บอกว่ามีอยู่จำนวนหนึ่งหรือปริมาณหนึ่งโดยไม่ระบุแน่นอน เช่น “มีน้ำอยู่บ้าง” หรือ “มีแอปเปิลอยู่จำนวนหนึ่ง” a lot of แปลว่า “มาก” และใช้ได้ทั้งกับหลายสิ่งที่นับได้และกับสิ่งที่นับไม่ได้ จึงต้องดูคำนามต่อจากนั้น ไม่ใช่เห็นคำว่ามากแล้วใช้ are เสมอ

4. ประโยคปฏิเสธ: บอกว่าไม่มี

เติม not หลัง is / are ได้เป็น There is not / There are not ในการใช้ทั่วไปมักย่อเป็น There isn't / There aren't คำปฏิเสธคือคำที่เปลี่ยนจาก “มี” เป็น “ไม่มี”

ประเภท ภาษาอังกฤษ ความหมาย
สิ่งเดียว There isn't a lift in this building. อาคารนี้ไม่มีลิฟต์
หลายสิ่ง There aren't any seats left. ไม่มีที่นั่งเหลือเลย
สิ่งที่นับไม่ได้ There isn't any milk. ไม่มีนมเลย

any มักใช้กับคำนามพหูพจน์หรือคำนามนับไม่ได้ในประโยคปฏิเสธและคำถาม ในประโยคปฏิเสธ not … any ให้ความหมายว่าไม่มีเลย ไม่จำเป็นต้องแปลคำว่า any แยกออกมาเป็นคำไทยทุกครั้ง

อีกทางหนึ่งคือใช้ no หน้าคำนาม โดยไม่เติม not เช่น There is no milk. — ไม่มีนม — และ There are no seats left. — ไม่มีที่นั่งเหลือ คำว่า no ทำหน้าที่บอกปริมาณเป็นศูนย์อยู่แล้ว อย่าใช้ทั้ง not และ no เพื่อแปลคำว่า “ไม่มี” ในประโยคภาษาอังกฤษมาตรฐาน

5. คำถาม: สลับตำแหน่ง ไม่เติมคำช่วยตัวอื่น

ภาษาไทยเติม “ไหม” หรือ “หรือเปล่า” ท้ายประโยคได้ แต่ภาษาอังกฤษนำ is / are มาไว้ข้างหน้า there จึงเปลี่ยนจาก There is… เป็น Is there…? และจาก There are… เป็น Are there…?

ภาษาอังกฤษ ความหมาย ใช้ถามเรื่องใด
Is there a bathroom? มีห้องน้ำไหม สิ่งที่นับได้หนึ่งสิ่ง
Are there any shops nearby? แถวนี้มีร้านค้าไหม สิ่งที่นับได้หลายสิ่ง
Is there any rice left? มีข้าวเหลือไหม สิ่งที่นับไม่ได้

ไม่ใช้ do / does มาช่วยตั้งคำถามในโครงสร้างนี้ เพราะ is / are ย้ายไปข้างหน้าเพื่อทำเป็นคำถามได้อยู่แล้ว ส่วนการเลือก is หรือ are ยังใช้กฎเดิมเหมือนประโยคบอกเล่า

คำตอบสั้น ๆ ยังคงใช้ there ไม่เปลี่ยนเป็นคำที่แปลว่า “มัน”

คำตอบแบบใด ภาษาอังกฤษ ความหมาย
มี: สิ่งเดียวหรือสิ่งที่นับไม่ได้ Yes, there is. มี
ไม่มี: สิ่งเดียวหรือสิ่งที่นับไม่ได้ No, there isn't. ไม่มี
มี: หลายสิ่ง Yes, there are. มี
ไม่มี: หลายสิ่ง No, there aren't. ไม่มี

ไม่ย่อคำตอบรับเป็น Yes, there's. เมื่อประโยคจบตรงนั้น ให้พูด Yes, there is. — มี — แต่รูปย่อใช้ได้ถ้ามีข้อความตามต่อ เช่น Yes, there's one upstairs. — มี อยู่ชั้นบนหนึ่งห้อง

6. ถามว่ามีกี่อย่างหรือมีมากแค่ไหน

How many ใช้ถามจำนวนของสิ่งที่นับได้ ส่วน How much ใช้ถามปริมาณของสิ่งที่นับไม่ได้ วางสิ่งที่ถามไว้ก่อน is there / are there

  • How many rooms are there? — มีห้องกี่ห้อง
  • How much water is there in the tank? — มีน้ำอยู่ในถังเท่าไร

คำถามแรกใช้ rooms และ are เพราะถามจำนวนห้อง คำถามที่สองใช้ water และ is เพราะถามปริมาณน้ำ ไม่ต้องแปลตามลำดับคำอังกฤษทีละคำ ให้จำความหมายรวมว่า “มี…เท่าไร”

ตัวอย่างในสถานการณ์จริง

ตัวอย่างต่อไปนี้รวมการพูดถึงสถานที่ ของที่มีอยู่ บริการ และเวลาที่เหลือ ลองอ่านคำแปลไทยก่อน แล้วตัดสินใจว่าจะใช้รูปสิ่งเดียว หลายสิ่ง หรือสิ่งที่นับไม่ได้

ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ข้อสังเกต
There is a book on the table. มีหนังสือหนึ่งเล่มอยู่บนโต๊ะ แนะนำว่ามีสิ่งหนึ่งอยู่
There are many people here. ที่นี่มีคนเยอะ คำว่าคนในประโยคนี้หมายถึงหลายคน
Is there a bathroom? มีห้องน้ำไหม ถามว่ามีสิ่งที่ต้องการหรือไม่
There isn't any milk. ไม่มีนมเลย นมเป็นสิ่งที่นับไม่ได้
There's a night market near our hotel. มีตลาดกลางคืนอยู่ใกล้โรงแรมของเรา รูปย่อเหมาะกับการพูดทั่วไป
There are two towels in the cupboard. มีผ้าขนหนูสองผืนอยู่ในตู้ ตัวเลขช่วยให้เห็นว่าเป็นหลายสิ่ง
Is there any drinking water in the room? ในห้องมีน้ำดื่มไหม ถามถึงปริมาณน้ำ ไม่ได้นับขวด
Are there any vegetarian dishes on the menu? ในเมนูมีอาหารมังสวิรัติไหม ถามว่ามีตัวเลือกอาหารหรือไม่
There isn't a bus to the airport after midnight. หลังเที่ยงคืนไม่มีรถโดยสารไปสนามบิน ใช้กับบริการที่มีหรือไม่มีได้
There aren't any clean cups. ไม่มีแก้วสะอาดเลย ปฏิเสธคำนามพหูพจน์
There is some rice left. ยังมีข้าวเหลืออยู่บ้าง ข้าวในที่นี้เป็นปริมาณรวม
There's no need to hurry. ไม่จำเป็นต้องรีบ บอกว่าไม่มีความจำเป็น ไม่ใช่สิ่งของ
How many people are there in your group? กลุ่มของคุณมีกี่คน ถามจำนวนคน
Is there enough time to walk there? มีเวลาพอที่จะเดินไปที่นั่นไหม คำแรกใช้สร้างประโยคว่ามี ส่วนคำสุดท้ายหมายถึงที่นั่น

ในตัวอย่างเรื่องอาหาร คำถาม Are there any vegetarian dishes on the menu? ถามว่ามีอาหารประเภทนี้ให้เลือกไหม ไม่ได้ถามว่ามีหลายจานวางอยู่บนโต๊ะแล้ว โครงสร้างเดียวกันจึงใช้ได้ทั้งกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าและกับตัวเลือกที่มีให้บริการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. ใช้รูปสิ่งเดียวกับหลายสิ่งในงานเขียนมาตรฐาน

  • ไม่เหมาะกับงานเขียนมาตรฐาน: There is three chairs in the room.
  • ควรใช้: There are three chairs in the room. — ในห้องมีเก้าอี้สามตัว
  • เหตุผล: สิ่งที่บอกว่ามีคือเก้าอี้สามตัว จึงใช้ are แม้จะพูดถึงห้องเพียงห้องเดียว ในภาษาพูดอาจได้ยินรูปย่อกับคำนามพหูพจน์ แต่ไม่ควรใช้แทนกฎพื้นฐานในแบบฝึกหัดหรืองานเขียน

2. แปลว่า “มี” แล้วใช้โครงสร้างนี้บอกการเป็นเจ้าของ

  • ผิดเมื่อหมายถึงว่าฉันเป็นเจ้าของ: There is a car me.
  • ถูก: I have a car. — ฉันมีรถ
  • อีกความหมายหนึ่ง: There is a car outside. — มีรถอยู่ข้างนอก
  • เหตุผล: ภาษาไทยใช้คำว่า “มี” ได้ทั้งสองแบบ แต่ภาษาอังกฤษแยกการเป็นเจ้าของออกจากการบอกว่ามีบางอย่างอยู่ หากต้องการบอกว่าใครเป็นเจ้าของ ให้เริ่มจากคนนั้นแล้วใช้ have / has

3. ลืมคำหน้าคำนามที่นับได้หนึ่งสิ่ง

  • ผิด: There is shop near the station.
  • ถูก: There is a shop near the station. — มีร้านค้าอยู่ใกล้สถานี
  • เหตุผล: shop เป็นสิ่งที่นับได้หนึ่งสิ่ง จึงต้องมีคำหน้าคำนาม เช่น a ในภาษาไทย “มีร้านค้า” เป็นประโยคที่สมบูรณ์อยู่แล้ว จึงเป็นจุดที่คนไทยเผลอข้ามได้ง่าย

4. เลือกรูปหลายสิ่งเพราะมองว่านมมีจำนวนมาก

  • ผิด: There are some milk in the fridge.
  • ถูก: There is some milk in the fridge. — มีนมอยู่ในตู้เย็นบ้าง
  • เหตุผล: milk เป็นคำนามนับไม่ได้ ปริมาณมากหรือน้อยไม่เปลี่ยนกฎ หากนับกล่อง ให้ใช้ There are two cartons of milk in the fridge. — มีนมสองกล่องอยู่ในตู้เย็น — เพราะสิ่งที่นับคือกล่อง

5. ตั้งคำถามโดยเติมคำช่วยผิดชนิด

  • ผิด: Does there is a toilet here?
  • ถูก: Is there a toilet here? — ที่นี่มีห้องน้ำไหม
  • เหตุผล: ย้าย is ไปข้างหน้า there ได้เลย ไม่ต้องเติม does ภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้คำช่วยตั้งคำถามรูปเดียวกับทุกโครงสร้าง

6. ใช้คำปฏิเสธซ้อนกันเพื่อหมายถึงไม่มีเลย

  • ผิดในภาษาอังกฤษมาตรฐาน: There aren't no tickets left.
  • ถูก: There aren't any tickets left. — ไม่มีตั๋วเหลือเลย
  • ถูกอีกแบบ: There are no tickets left. — ไม่มีตั๋วเหลือเลย
  • เหตุผล: เลือก not … any หรือ no อย่างใดอย่างหนึ่ง อาจพบการปฏิเสธซ้อนในบางสำเนียงหรือเพลง แต่ไม่ใช่รูปที่ควรนำไปใช้ในงานเขียนมาตรฐาน

ข้อสังเกตในการใช้จริง

คำว่า “ที่นั่น” กับคำขึ้นต้นประโยคไม่ใช่หน้าที่เดียวกัน

there ที่ขึ้นต้น There is / There are เป็นประธานเชิงโครงสร้าง คือคำที่วางไว้ในตำแหน่งประธานเพื่อให้ประโยคครบรูป โดยไม่ได้เรียกคนหรือสิ่งของใด ประธานโดยทั่วไปหมายถึงส่วนหลักที่ประโยคพูดถึง แต่ในโครงสร้างนี้สิ่งที่มีจริง ๆ ถูกแนะนำตามมาหลัง is / are

เปรียบเทียบ There is a café here. — ตรงนี้มีร้านกาแฟ — กับ The café is there. — ร้านกาแฟอยู่ตรงนั้น ประโยคแรก there ไม่บอกสถานที่ ส่วนประโยคที่สอง there บอกตำแหน่ง ดังนั้น There is a café there. — มีร้านกาแฟอยู่ตรงนั้น — ก็ถูกต้อง คำแรกและคำสุดท้ายทำหน้าที่ต่างกัน

รูปย่อช่วยให้พูดเป็นธรรมชาติ แต่ไม่จำเป็นต้องย่อทุกอย่าง

ในบทสนทนา There's a problem. — มีปัญหาอย่างหนึ่ง — เป็นธรรมชาติ และรูปเต็ม There is a problem. ก็ใช้ได้เช่นกัน รูปเต็มมักเหมาะกับงานเขียนทางการหรือเมื่ออยากเน้นว่า “มีจริง ๆ” ส่วน There isn't / There aren't เป็นรูปทั่วไปที่ใช้ได้ในบทสนทนาและข้อความไม่เป็นทางการ

จะได้ยิน There's two seats left. — เหลือที่นั่งสองที่ — ในภาษาพูดไม่เป็นทางการของเจ้าของภาษาได้บ่อย โดยเฉพาะเมื่อผู้พูดเริ่มประโยคด้วยรูปย่อก่อนคิดจำนวนสิ่งที่ตามมา อย่างไรก็ตาม There are two seats left. เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยในงานเขียน ข้อสอบ และการพูดที่ต้องการความรอบคอบ การรู้จักรูปภาษาพูดนี้มีไว้ช่วยฟัง ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบตั้งแต่เริ่มเรียน

ถามว่ามี กับขอสิ่งนั้น เป็นคนละจุดประสงค์

Is there any water? — มีน้ำไหม — เน้นถามว่าน้ำมีอยู่หรือไม่ ถ้าต้องการขอน้ำจากพนักงานโดยตรง อาจใช้ Could I have some water, please? — ขอน้ำหน่อยได้ไหม — จะตรงจุดประสงค์กว่า อย่าเข้าใจว่า Is there…? เป็นคำขอในทุกสถานการณ์ แม้ผู้ฟังอาจเดาความต้องการได้จากบริบท

ต่อยอดจากพื้นฐาน: รายละเอียดที่อ่านเพิ่มได้ภายหลัง

หากเพิ่งเริ่มเรียน ให้ใช้กฎเอกพจน์ พหูพจน์ คำนามนับไม่ได้ และรูปคำถามให้คล่องก่อน ส่วนนี้อธิบายสิ่งที่จะพบเมื่ออ่านหรือฟังมากขึ้น ไม่ต้องจำทั้งหมดในครั้งเดียว

1. แนะนำสิ่งใหม่ กับบอกตำแหน่งของสิ่งที่รู้แล้ว

เปรียบเทียบสองประโยคนี้:

  • There is a book on the table. — มีหนังสือหนึ่งเล่มอยู่บนโต๊ะ
  • The book is on the table. — หนังสือเล่มนั้นอยู่บนโต๊ะ

ประโยคแรกเหมาะเมื่อผู้ฟังยังไม่รู้ว่ามีหนังสืออยู่ เราเริ่มจากการบอกว่ามีสิ่งหนึ่ง ส่วนประโยคที่สองเริ่มจากหนังสือที่ระบุได้แล้ว และให้ข้อมูลว่ามันอยู่ที่ไหน the เป็นคำหน้าคำนามที่ช่วยชี้ว่าผู้พูดและผู้ฟังรู้ว่าหมายถึงสิ่งไหน

จึงมักพบ a/an, ตัวเลข และคำบอกปริมาณหลัง There is / There are มากกว่าคำนามที่เจาะจงแล้ว แต่ไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาด เช่น There's the café I told you about. — นั่นไง ร้านกาแฟที่ฉันเล่าให้ฟัง — ใช้ชี้สิ่งที่เพิ่งเห็น ความหมายไม่ใช่เพียงแนะนำว่ามีร้านกาแฟสักร้านอยู่ ผู้เริ่มต้นควรแยกการใช้ชี้สิ่งที่รู้จักนี้ออกจากกฎพื้นฐานก่อน

2. เมื่อบอกหลายอย่างต่อกัน

หากสิ่งที่พูดถึงเป็นกลุ่มเดียวกัน ใช้รูปพหูพจน์ตรงไปตรงมา เช่น There are a table and two chairs in the room. — ในห้องมีโต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัว แต่ประโยคลักษณะนี้อาจฟังไม่ลื่น เพราะ are อยู่ติดกับคำนามเอกพจน์ a table ในภาษาพูดจึงพบ There's a table and two chairs in the room. ซึ่งเลือกตามสิ่งแรกของรายการได้เช่นกัน

หากต้องการเขียนให้ชัดและไม่ต้องลังเลเรื่องนี้ ให้เปลี่ยนลำดับหรือแยกประโยค:

  • There are two chairs and a table in the room. — ในห้องมีเก้าอี้สองตัวและโต๊ะหนึ่งตัว
  • There is a table in the room. There are also two chairs. — ในห้องมีโต๊ะหนึ่งตัว และมีเก้าอี้สองตัวด้วย

กรณีรายการหลายอย่างจึงซับซ้อนกว่าประโยคที่มีคำนามเพียงกลุ่มเดียว อย่านำรูปภาษาพูดมาใช้เป็นเหตุผลว่า is ใช้กับพหูพจน์ได้เสมอ

3. เปลี่ยนเวลาโดยเปลี่ยนรูปของคำกริยา

คำกริยาคือคำที่บอกการกระทำหรือสภาพ ในโครงสร้างนี้ be ทำหน้าที่บอกการมีอยู่ เมื่อพูดถึงเวลาอื่นก็เปลี่ยนรูปของคำนี้ได้ โดยยังคงแนวคิดว่า “มีอะไร” เหมือนเดิม

เวลาหรือความหมาย ภาษาอังกฤษ ความหมาย
อดีต: สิ่งเดียว There was a power cut last night. เมื่อคืนไฟดับ
อดีต: หลายสิ่ง There were a lot of people at the market. ที่ตลาดมีคนเยอะในตอนนั้น
อนาคต There will be a meeting tomorrow. พรุ่งนี้จะมีการประชุม
มีมาตั้งแต่อดีตถึงตอนนี้ There have been several complaints this week. สัปดาห์นี้มีการร้องเรียนมาแล้วหลายครั้ง
ความเป็นไปได้ There might be a delay. อาจเกิดความล่าช้า
สิ่งที่คาดว่าควรมี There should be enough food for everyone. น่าจะมีอาหารพอสำหรับทุกคน

หลัง will, might และ should ใช้ be ไม่ใช่ is / are ทั้งสิ่งเดียวและหลายสิ่งจึงใช้รูปเดียวกันตรงนี้ เช่น There will be two meetings tomorrow. — พรุ่งนี้จะมีการประชุมสองครั้ง

ส่วน There has been / There have been ใช้เมื่อต้องเชื่อมสิ่งที่เกิดหรือมีขึ้นในอดีตกับตอนนี้ เลือก has กับสิ่งเดียวหรือสิ่งที่นับไม่ได้ และ have กับหลายสิ่ง เช่น There has been a change of plan. — มีการเปลี่ยนแผนแล้ว การเรียนรายละเอียดเรื่องเวลาควรทำแยกต่างหาก แต่การเห็นรูปเหล่านี้จะช่วยให้รู้ว่าเป็นโครงสร้าง “มี” เดิมที่ขยายต่อ ไม่ใช่สำนวนที่ต้องจำใหม่ทุกประโยค

4. บอกว่ามีคนกำลังทำอะไรอยู่

เพิ่มรูปกริยาลงท้าย -ing หลังคนหรือสิ่งที่มี เพื่อบอกการกระทำที่กำลังเห็นหรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้นได้

  • There is someone waiting outside. — มีใครบางคนรออยู่ข้างนอก
  • There are two children playing in the garden. — มีเด็กสองคนเล่นอยู่ในสวน

สังเกตว่ารูปพื้นฐานยังเป็น There is someone… และ There are two children… อย่าสลับเป็น There is waiting someone outside. เพราะคนที่บอกว่ามีต้องมาก่อนส่วนที่อธิบายว่ากำลังทำอะไร

5. จำนวน “หนึ่งในหลาย…” ไม่ได้เป็นพหูพจน์ทั้งหมด

คำบอกปริมาณบางคำอาจมีคำนามหลายสิ่งอยู่ภายใน แต่สิ่งหลักที่บอกว่ามีเป็นเพียงหนึ่งส่วนหรือหนึ่งชิ้น เช่น There is one of your shoes under the bed. — มีรองเท้าของคุณข้างหนึ่งอยู่ใต้เตียง ใช้ is เพราะพูดถึงรองเท้าข้างเดียว ไม่ได้เลือกตามคำว่า shoes ที่อยู่ภายหลัง

อีกด้านหนึ่ง a number of หมายถึง “หลาย…” และปกติใช้กับรูปพหูพจน์ เช่น There are a number of reasons to wait. — มีเหตุผลหลายอย่างที่ควรรอ อย่าเลือก is เพียงเพราะเห็น a ตัวแรกของกลุ่มคำ เมื่อเจอคำบอกปริมาณที่ซับซ้อน ให้ดูความหมายรวมว่าพูดถึงสิ่งเดียวหรือหลายสิ่ง

6. คำถามที่มีความคาดหวัง และคำถามต่อท้าย

กฎ “คำถามมักใช้ any” เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ข้อบังคับทุกครั้ง ถ้าคาดว่าสิ่งนั้นมีอยู่หรือกำลังถามเพื่อขอใช้ อาจพบ some เช่น Is there some water I can use to wash my hands? — มีน้ำที่ฉันใช้ล้างมือได้บ้างไหม คำถามนี้มองว่าน้ำอาจมีให้ใช้ จึงไม่ได้เป็นการถามอย่างเป็นกลางว่ามีหรือไม่มีเท่านั้น

คำถามปฏิเสธอย่าง Isn't there a lift? — ไม่มีลิฟต์หรือ — มักสื่อความแปลกใจหรือคาดว่าจะมีลิฟต์ หากแค่ต้องการสอบถามข้อมูลครั้งแรก ให้ใช้ Is there a lift? — มีลิฟต์ไหม — จะเป็นกลางกว่า

เมื่อเติมคำถามสั้น ๆ ท้ายประโยคเพื่อขอให้ยืนยัน ก็ใช้ there เหมือนเดิม:

  • There is a bank nearby, isn't there? — แถวนี้มีธนาคารใช่ไหม
  • There aren't any tickets left, are there? — ไม่มีตั๋วเหลือแล้วใช่ไหม

นี่คือคำถามต่อท้าย คือส่วนสั้น ๆ ที่เปลี่ยนข้อความให้เป็นการขอคำยืนยัน หลังข้อความบอกเล่ามักใช้ส่วนต่อท้ายปฏิเสธ และหลังข้อความปฏิเสธมักใช้ส่วนต่อท้ายบอกเล่า รูปนี้เป็นเรื่องที่ค่อยฝึกหลังตั้งคำถามธรรมดาได้คล่องแล้ว

วิธีฝึกให้ใช้ได้เอง

1. สำรวจห้องโดยแยกสามประเภท

เลือกของที่อยู่รอบตัวอย่างน้อยห้าอย่าง แล้วจัดเป็นสิ่งเดียว หลายสิ่ง และสิ่งที่นับไม่ได้ เช่น โต๊ะหนึ่งตัว หนังสือสามเล่ม และน้ำในแก้ว แต่งประโยคให้ครบทั้งสามประเภท อย่าเริ่มจากแปล “มี” เป็นอังกฤษทันที ให้ชี้ก่อนว่าสิ่งที่กำลังพูดถึงคืออะไร แล้วเลือก is / are ตามนั้น

จากนั้นเปลี่ยนจำนวน เช่น จากหนังสือหนึ่งเล่มเป็นสองเล่ม จะต้องเปลี่ยนทั้ง is เป็น are และ book เป็น books แต่เมื่อเพิ่มปริมาณน้ำ water ก็ยังใช้ is อยู่ หากเปลี่ยนไปนับแก้วหรือขวด จึงค่อยดูจำนวนภาชนะ

2. ฝึกชุด “บอกเล่า–คำถาม–ปฏิเสธ” ในสถานการณ์เดียวกัน

ลองนึกว่ากำลังเช็กห้องพักแล้วพูดสามประโยคต่อเนื่อง:

  • There is a kettle in the room. — ในห้องมีกาต้มน้ำ
  • Is there a kettle in the room? — ในห้องมีกาต้มน้ำไหม
  • There isn't a kettle in the room. — ในห้องไม่มีกาต้มน้ำ

ทำชุดเดียวกันกับผ้าขนหนูหลายผืนและน้ำดื่ม แล้วตอบคำถามด้วย Yes, there is / Yes, there are หรือ No, there isn't / No, there aren't การฝึกเป็นชุดจะช่วยให้สลับตำแหน่งคำได้เอง แทนการจำแต่ประโยคบอกเล่า

3. ตรวจสี่ข้อก่อนพูดหรือเขียน

  1. กำลังบอกว่ามีอะไรอยู่ หรือบอกว่าใครเป็นเจ้าของอะไร?
  2. สิ่งที่บอกว่ามีเป็นหนึ่งสิ่ง หลายสิ่ง หรือสิ่งที่นับไม่ได้?
  3. ถ้าเป็นสิ่งที่นับได้หนึ่งสิ่ง มีคำหน้าคำนาม เช่น a/an แล้วหรือยัง?
  4. ถ้าเป็นคำถาม ย้าย is / are ไปข้างหน้า there แล้วหรือยัง?

ลองเติมรูปที่เหมาะสมในประโยค There ___ some coffee. — มีกาแฟอยู่บ้าง — และ ___ there any clean glasses? — มีแก้วสะอาดไหม เฉลยคือ is ในประโยคแรก เพราะพูดถึงกาแฟโดยรวม และ Are ในประโยคที่สอง เพราะพูดถึงแก้วหลายใบ หากตอบถูกด้วยเหตุผล ไม่ใช่เพียงจำเสียง ก็เริ่มนำกฎไปใช้กับคำใหม่ได้แล้ว

เรื่องที่ควรเรียนประกอบ

  • พื้นฐานที่ควรรู้ก่อน: กริยาแสดงสภาพในปัจจุบัน — ทบทวนความหมายและรูป am / is / are รวมถึงการปฏิเสธและการตั้งคำถาม แล้วนำ is / are มาใช้กับโครงสร้างบอกว่ามี

ความรู้พื้นฐาน

To Be - Present (To Be - Present Tense) ในภาษาอังกฤษA1

แนวคิดระดับ A1 อื่นๆ

แนวคิดนี้ในภาษาอื่น

เปรียบเทียบในทุกภาษา